Monday, September 14, 2026

ถอดรหัสหลังห้องแล็บ: กว่าจะรู้ว่าเป็น "มะเร็ง" หมอตรวจอะไรกันบ้าง?

 
🔬 ถอดรหัสหลังห้องแล็บ: กว่าจะรู้ว่าเป็น "มะเร็ง" หมอตรวจอะไรกันบ้าง?
เวลาที่เราโดนตัดชิ้นเนื้อ (Biopsy) ไปตรวจ หลายคนอาจคิดว่าหมอแค่เอาไปส่องกล้องแล้วก็รู้ผลเลย แต่ความจริงแล้ว ชิ้นเนื้อก้อนเล็กๆ นั้นต้องผ่านกระบวนการ "สืบสวนระดับเซลล์" ถึง 2 ด่าน เพื่อให้ได้คำตอบที่แม่นยำที่สุดก่อนวางแผนการรักษา
🧬 มะเร็งหลังโพรงจมูก (NPC) มีกี่แบบ?
องค์การอนามัยโลก (WHO) แบ่งหน้าตาของมะเร็ง NPC ออกเป็น 3 ชนิดหลักๆ ครับ:
 * Type 1 (Keratinizing): ชนิดสร้างเคอราติน (โปรตีนแบบเดียวกับผิวหนัง/เล็บ) มักเกิดจากบุหรี่หรือเหล้า ตอบสนองต่อการฉายแสงได้น้อยกว่าชนิดอื่นเล็กน้อย
 * Type 2 (Non-keratinizing Differentiated): ชนิดไม่สร้างเคอราติน สัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัส EBV อย่างชัดเจน
 * Type 3 (Non-keratinizing Undifferentiated): ชนิดไม่สร้างเคอราตินและเซลล์เปลี่ยนรูปร่างไปมาก สัมพันธ์กับไวรัส EBV มักพบมากที่สุดในคนเอเชีย ชนิดที่ 2 และ 3 นี้มีจุดเด่นคือ ตอบสนองต่อการฉายแสงได้ดีเยี่ยม
🔎 การตรวจรอบแรก: ตรวจเพื่อดู "รูปร่างหน้าตา" (H&E Staining)
การตรวจรอบแรกเรียกว่าการย้อมสีพื้นฐาน (สีชมพู-ม่วง) เพื่อให้พยาธิแพทย์ส่องดูโครงสร้างใต้กล้องจุลทรรศน์
 * เป้าหมาย: เพื่อแยกให้ออกว่า ชิ้นเนื้อนี้เป็นแค่ "เนื้อเยื่ออักเสบธรรมดา" หรือเป็น "เนื้องอกร้าย (มะเร็ง)"
 * ถ้ารูปร่างเซลล์ดูบิดเบี้ยว นิวเคลียสใหญ่ผิดปกติ และมีการแบ่งตัวมั่วซั่ว หมอก็จะฟันธงได้ว่า "นี่คือมะเร็ง"
 * ข้อจำกัด: บางครั้งมะเร็งมันกลายพันธุ์ไปมากจนหน้าตาเหมือนกันไปหมด หมอจึงบอกไม่ได้ว่ามันเป็นมะเร็งของเซลล์ชนิดไหน (เช่น เป็นมะเร็งเยื่อบุผิว หรือ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง?) จึงต้องส่งเข้าด่านที่สอง
🧪 การตรวจรอบสอง: ตรวจเพื่อ "หาตัวตนที่แท้จริง" (Immunohistochemistry)
ด่านนี้คือการย้อมสีพิเศษ (IHC) โดยใช้เทคโนโลยีระดับสูง นำแอนติบอดี (Antibody) จำเพาะไปจับกับโปรตีนบนผิวเซลล์มะเร็ง
 * ทำไมต้องตรวจซ้ำ?: เพราะมะเร็งแต่ละชนิดใช้ยาและการรักษาต่างกัน การย้อมสีพิเศษจะช่วยไขรหัสว่าเซลล์มะเร็งนี้มี "โปรตีน" หรือ "ตัวรับ (Receptor)" อะไรซ่อนอยู่
 * หาผู้ร้ายตัวจริง: ในกรณีของมะเร็งหลังโพรงจมูก หมอจะย้อมสีเพื่อหาว่ามี DNA ของไวรัส EBV ฝังอยู่ในก้อนมะเร็งหรือไม่ เพื่อยืนยันชนิดของโรคและทำนายการตอบสนองต่อยาได้อย่างแม่นยำ
🏆 บทสรุป: ถอดรหัสผล Biopsy ของคุณ (คุณเป็นชนิดไหน?)
จากใบรายงานผลชิ้นเนื้อของคุณ เราสามารถถอดรหัสการสืบสวนของหมอได้ดังนี้ครับ:
 * ผลตรวจรอบแรก: หมอเห็นเซลล์มะเร็งที่ไม่มีการสร้างโปรตีนเคอราติน จึงระบุเบื้องต้นว่าเป็น Nonkeratinizing squamous cell carcinoma
 * ผลย้อมสีพิเศษรอบสอง (Immuno Histochem):
   * หมอย้อมพบโปรตีน AE1/AE3, CK5/6, p63 (ผลเป็น Positive) 👉 แปลผล: ยืนยัน 100% ว่านี่คือ "มะเร็งเยื่อบุผิว" ไม่ใช่มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (เพราะค่า CD45 เป็นลบ)
   * หมอย้อมพบ EBER ISH (ผลเป็น Positive) 👉 แปลผล: ยืนยันว่ามะเร็งก้อนนี้ถูกกระตุ้นโดย "ไวรัส EBV"
📌 สรุปสายพันธุ์ของคุณ:
คุณจัดอยู่ในกลุ่ม Type 2 หรือ 3 (Non-keratinizing NPC ที่สัมพันธ์กับ EBV)
แม้ตอนแรกมันจะสร้างอาการที่น่ากลัว (มีเลือดออกง่าย) แต่มะเร็งชนิดนี้คือชนิดที่ "แพ้ทาง" รังสีรักษามากที่สุด การที่แพทย์สืบสวนจนรู้แน่ชัดและจับคู่กับการฉายแสง+คีโมได้อย่างตรงจุด จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมก้อนเนื้อบวมเป่งในวันนั้น ถึงสลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย และคืนสุขภาพที่ดีให้กับคุณในวันนี้ครับ!

Tuesday, September 8, 2026

NPC ตอนที่ 54 กรกฎา-สิงหา-กันยา

กค ทั้งเดือนไม่มีอะไรพิเศษ มีแค่คันเป็นช่วงๆ ตามภูมิแพ้ขน ในหน้าฝน ยังจับ pattern แพ้ไม่ได้ เลยไม่ได้บันทึกละเอียด บางที 4วัน บางที10วัน

19 สค
เป็นไข้ 38.5 ส่องดูหูแล้วไม่แดง ไม่มีน้ำมูก คอไม่แดง คอไม่เจ็บ แต่คอเคล็ด เลยไม่ไปหาหมอ รอดูอาการ กินยาขม แล้วนอนเยอะๆ

24 สค
มีอาการหูกระพือ เสียงแก้วหูสั่นๆพับๆ เหมือนตอนไซนัสอักเสบแล้วมีน้ำในหูไหลมาชนแก้วหู แต่รอบนี้ส่องกล้องแล้ว หูแห้ง รอดูอาการ ยังไม่ไปหาหมอ

25 สค
หูอื้อ วิ้ง มาพร้อมเสียงวี้ด 

27 สค
หูอื้อ พร้อมเจ็บรอบแก้วหู มีเสียงเปี๊ยะ มีแรงดันต้านในหูเวลาล้างจมูก และสั่งน้ำมูก กินยาแก้แพ้พร้อมซูโด
รอบนี้ยอมกินซูโดเพราะไม่มีน้ำมูก แต่กินเพื่อให้หลอดเลือดหดตัวลดแรงดันในหู

28 สค
หูหายอื้อแล้ว แต่ยังมีเสียงผับๆ กระพือในหู ปกติเสียงพวกนี้คืออาการปรับแรงดัน แปลย่อๆคือ ท่อยูเสตเชี่ยนตัน กินยาชุดอีก1วัน

29 สค
ลืมกินยาชุด ปวดรอบแก้วหูมาก พร้อมเสียงวี้ดยาวๆในหูซ้าย อาการคือไซนัสอักเสบในช่วงท่อยูสเตเชี่ยน

30 สค
ตื่นเช้ามาด้วยอาการปวดรอบแก้วหูเหมือนเดิมหนักกว่าเดิมอีกแต่ว่าพอนวดหลังกกหูก็มีอาการดีขึ้นเลยตัดสินใจว่าน่าจะไม่เกี่ยวกับการติดเชื้อเลยไม่ไปหาหมอเพราะมันมีทั้งหายในบางช่วงและเป็นในบางเวลา ส่องหูแล้วแก้วหูไม่แดง


ตกเย็นล้างจมูกมีเมือกเหลืองออกมาเลยค่อนข้างแน่ใจว่า ปวดแก้วหูเป็นเพราะไซนัสอักเสบแล้วลามไปที่ท่อ ยูสเตเชี่ยน ก่อนนอนเลยกินยาแก้แพ้ 1 เม็ดและซูโดอีก 1 เม็ด

31 สค
เจ็บรอบแก้วหูเป็นบางช่วง
นวดหลังกกหูแล้วรับรู้ความเจ็บข้างในได้
มีเสียงวี้ดแต่ไม่กระพือ
น้ำมูกแห้งดี
ล้างจมูก แล้วสั่งน้ำมูก แรงดันหูน้อยลง
กินยาแก้แพ้ และซูโด ต่ออีก1วัน
ส่องหูดูอีกรอบ หูไม่แดง

2 กย
อาการดีขึ้นเรื่อยๆ วันนี้ไม่เจ็บแล้ว เหลือตึงๆ แค่ 10%

Tuesday, July 14, 2026

Friday, June 19, 2026

กินเพื่อชนะมะเร็ง

https://www.facebook.com/share/1EJpdXwfme/




"กินเพื่อชนะมะเร็ง" ไม่ใช่การอดอาหารเพื่อให้เซลล์มะเร็งฝ่อ แต่คือ "การเลือกกินอย่างชาญฉลาดเพื่อสร้างกองทัพเซลล์ดีให้แข็งแรงพอที่จะไปต่อสู้กับมะเร็ง" และทนทานต่อผลข้างเคียงจากการรักษาได้จนจบกระบวนการครับ

นี่คือคัมภีร์โภชนาการและสูตรโกงที่จะช่วยให้ผู้ป่วยชนะศึกครั้งนี้ได้ในทุกมื้ออาหาร:

🛡️ 1. กลยุทธ์ "เพิ่มกองกำลัง" (สารอาหารหลักที่ห้ามขาด)

ในช่วงรักษาร่างกายจะเผาผลาญพลังงานสูงมาก การกินน้อยจะทำให้ร่างกายทรุดลงอย่างรวดเร็ว

• ถมโปรตีนคุณภาพสูง: เน้นไข่ขาว เนื้อปลา และเนื้อไก่ส่วนสันใน เพื่อนำไปสร้างเม็ดเลือดขาวและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ ป้องกันภาวะผอมโซ (Cachexia)

• คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน: ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ หรือมันนึ่ง เพื่อให้พลังงานที่มั่นคงแก่ร่างกาย ไม่ให้ตับและไตทำงานหนักเกินไป

• ไขมันดี: น้ำมันมะกอก อะโวคาโด หรือถั่วเปลือกแข็ง (ที่อบสุกใหม่) เพื่อช่วยเพิ่มพลังงานในมื้ออาหารที่ผู้ป่วยทานได้น้อย และช่วยดูดซึมวิตามิน

🥕 2. กลยุทธ์ "ส่งสารต้านอนุมูลอิสระ" (ผัก 5 สี ปรุงสุก)

ผักผลไม้คือสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติที่ปลอดภัยที่สุด โดยต้องเน้นแบบ "ปรุงสุก สะอาด 100%"

• สีเขียวเข้ม (บล็อกโคลีนึ่ง, ผักโขม): มีสารซัลโฟราเฟนช่วยต้านการอักเสบและขับสารพิษ

• สีขาว/เทา (กระเทียม, หอมใหญ่): มีสารอัลลิซิน ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันและต้านเชื้อแบคทีเรีย

• สีส้ม/เหลือง (ฟักทองนึ่ง, แครอทต้ม): มีเบต้าแคโรทีน บำรุงเนื้อเยื่อและเยื่อบุผิว

• สีแดง (มะเขือเทศปรุงสุก): มีไลโคปีนสูง ช่วยปกป้องเซลล์ดี

💡 3. สูตรโกง: เมื่อผู้ป่วย "เบื่ออาหาร / เจ็บปาก / คลื่นไส้"

นี่คืออุปสรรคใหญ่ที่สุดในคำว่า "กินเพื่อชนะมะเร็ง" หากทานมื้อหลักไม่ได้ ให้ใช้เทคนิคเหล่านี้ครับ: 

☑️ อาการของผู้ป่วย

~เบื่ออาหาร ทานได้น้อย

แบ่งเป็นมื้อย่อย: ทานวันละ 5-6 มื้อ ทุกๆ 2-3 ชั่วโมง

เมนู: อาหารสูตรครบถ้วนทางการแพทย์ชงดื่ม, ซุปข้นเสริมโปรตีนสกัด

~รับรสชาติเพี้ยน / ปากขม

ใช้รสเปรี้ยวตัด: บีบมะนาวสด หรือเหยาะน้ำส้มสายชูหมัก (Apple Cider) เล็กน้อยในอาหาร เพื่อช่วยกระตุ้นความยากอาหารและล้างรสขม

~เจ็บปาก มีแผลในช่องปาก

เลี่ยงของร้อน/เผ็ด/กรดจัด: ทานอาหารอุณหภูมิห้องหรือเย็นเล็กน้อย

เมนู: ไข่ตุ๋นเนื้อเนียน, โจ๊กปลาสับละเอียด, กล้วยน้ำว้าบด

~คลื่นไส้ อาเจียน

ใช้สมุนไพรช่วย: จิบน้ำขิงอุ่นๆ (ไม่ใส่น้ำตาล) ก่อนอาหาร 30 นาที เพื่อลดอาการคลื่นไส้ และเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นฉุนหรือมันจัด

❌ 4. สิ่งที่ต้อง "ตัดกำลัง" (อาหารที่ต้องงดเด็ดขาด)

• ของดิบ/กึ่งสุกกึ่งดิบ: ปลาดิบ ไข่ลวก ผักสด (ในช่วงภูมิคุ้มกันตก) เพราะเชื้อโรคเพียงเล็กน้อยอาจทำให้ผู้ป่วยติดเชื้อในกระแสเลือดได้

• อาหารแปรรูปและปิ้งย่าง: ไส้กรอก เบคอน เนื้อรมควัน อาหารที่ไหม้เกรียม ซึ่งมีสารก่อมะเร็งซ้ำเติมร่างกาย

• น้ำตาลขัดสีในปริมาณสูง: แม้น้ำตาลจะไม่ใช่ "อาหารเลี้ยงมะเร็งโดยตรง" ตามความเชื่อที่ผิดๆ แต่น้ำตาลที่สูงเกินไปจะกระตุ้นการอักเสบในร่างกายและทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานแย่ลง

จำไว้เสมอว่า: 

เป้าหมายของการกินในช่วงนี้ ไม่ใช่การไดเอท แต่คือการ "กินเพื่อสะสมแต้มบุญให้ร่างกายมีแรงไปรับยาเคมีบำบัดหรือฉายแสงรอบถัดไป" วันไหนทานมื้อหลักไม่ได้ อย่าเพิ่งท้อ ให้เปลี่ยนเป็นน้ำซุปต้มเคี่ยวเนื้อสัตว์ หรืออาหารทางการแพทย์ชงดื่ม เพื่อประคองร่างกายให้ชนะศึกนี้ครับ สู้ๆ นะครับ!








Thursday, May 28, 2026

NPC ตอนที่ 53 เมษา-พฤษภา-มิถุนา

 1 เมษา

หลังจากไปหาหมอเพราะเหงือกอักเสบ สรุปความได้ว่าเป็นแผลที่อาจจะขูดจากตัวยางครอบฟันตอนเคลือบ อมนานไปหน่อยมันเลยขูดเหงือกเปื่อย ตอนนี้เลยต้องเปลี่ยนเวลาเคลือบเหลือ 15นาทีพอ

13-25 เมษา

อาการปกติ เดินทางไปญี่ปุ่นได้ ไม่มีเหตุการณ์พิเศษอะไร ไม่มีการติดเชื้อ เท่ากับครบรอบ 1ปีปลอดยาฆ่าเชื้อได้สำเร็จ



24 พค

ช่วงนี้น้ำหนักขึ้นมาที่ 59 กก แล้วในเวลาเช้า สาเหตุหลักคือเริ่มไม่เจ็บฟันแล้ว แม้จะเคี้ยวเนื้อสัตว์เข้าไปตรงๆ บางครั้งก้อเผลอเคี้ยวแรง ก็ไม่เจ็บทำให้กินได้มากและหลากหลายมากขึ้น

วันนี้ครั่นเนื้อครั่นตัว แถมมาเจอที่ทำงานเปิดแอร์ 20องศา ตกเย็น ไข้ขึ้น 38.5องศา รีบกินยาขมแล้วไปนอน

25 พค

 เช้ามา ไม่มีไข้แล้ว วัดได้ 36.9องศา แต่น้ำมูกไหลเยอะมาก ไหลและอุดตันหมดเลย น้ำมูกเป็นสีเหลืองใสๆ ออกมาเป็นชุดๆ ไม่เป็นแผ่น แปลความจากตัวเองได้ว่ามันกำลังอักเสบวันพีค ยาที่ต้องกินคือยาแก้แพ้ แล้วล้างจมูกเยอะๆ


26 พค

ไปหาหมอที่รามาตามนัด ถึงเวลาส่องกล้องรอบ 1ปี พอดี หมอไม่เจอมะเร็ง แต่น้ำมูกเยอะมาก หมอจะให้ยาฆ่าเชื้อเผื่อไว้ แต่บอกว่าถ้าน้ำมูกประมาณนี้คิดว่าเอาอยู่ เดี๋ยวล้างรักษาเอง ถ้าไม่หายคงต้องไป รพ ไทยนครินทร์ หมอให้กลับไปเริ่มยาด้วย augmentine หรือ doxy ก่อน


27 พค

เอาน้ำเกลือมาล้างที่ทำงานเพิ่มด้วย ไม่อยากกินยาฆ่าเชื้อ อุตส่า งดได้มา1ปี ตารางล้างคือ 6โมงเช้า ที่บ้านและล้างตอน 10โมงที่ทำงาน ล้างอีกที บ่าย 2 ที่ทำงานและ กลับบ้านไปล้างตอน 5โมงเย็น และเสริมก่อนนอนอีก1ครั้ง รวมแล้วล้าง 5ครั้ง น่าจะช่วยป้องกันไม่ให้ติดเชื้อได้ ตกเย็นเริ่มไม่มีน้ำมูกเลย งดไม่กินยาแก้แพ้แล้ว


28 พค

วันนี้น้ำมูกเริ่มใสแล้ว ยังมีสีเหลือง ปนเขียวบ้าง แต่เริ่มจับตัวเป็นวุ้นๆ ถ้าประเมินจากอาการตัวเองคือน้ำเหลืองเริ่มหยุดแล้ว ระบบเม็ดเลือดขาวเริ่มทำงานและจับตัวเป็นวุ้น

29 พค
อาการเหมือนจะดีขึ้น  น้ำมูกเริ่มแห้ง มีสีขาวใสขุ่นๆ เลยหยุดยาแก้แพ้ไป 


30 พค

เช้ามาน้ำมูกเยอะอีกแล้ว เปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้มด้วย แต่เป็นก้อนใสๆ สีเข้มๆ มาบ่อย ทุก4ชั่วโมงเลย ตอนนี้ล้างจมูก บ่อยวันละ 4-5 ครั้ง ยังไม่ปวดฟัน ไม่ปวดจมูก ลองล้างดูก่อน ยังไม่มีสีเขียว


3มิย
ยังต้องล้างวันละ4รอบอยู่ มีสีเหลืองนิดหน่อย แต่น้ำมูกยังเยอะอยู่

4 มิย
น้ำมูกไม่มีสีเหลืองแล้วแต่ยังมีไหลเรื่อยๆ ล้างวันละ3รอบ

5มิย
น้ำมูกเริ่มแห้งแล้ว และต้องไปทำงานวันแรกไม่ได้เตรียมน้ำเกลือแล้ว ลดเหลือล้างแค่เช้าเย็น

6มิย
ล้างจมูกเช้า ไม่มีน้ำมูกแล้ว ใช้น้ำเกลือเหลือแค่ 100cc ช่วงที่มีน้ำมูกเยอะ จะใช้ประมาณ 300cc

9มิย

คันตัวอีกแล้วอาการคล้ายปี 2022เลย แต่ยังไม่รุนแรงเทียบเท่า


15มิย

สังเกตุได้ว่าอาการคันตัวสัมพันธ์กับการใช้ฟองน้ำขัดตัวพอสมควร จะคันจุดที่ขัด เกิดซ้ำ2-3ครั้ง และสัมพันธ์กับวันที่มีน้ำมูก สรุปความคือวันที่แพ้อากาศแล้วไปขดตัวด้วยฟองน้ำจะคันมากเป็นพิเศษ

16มิย

มีอาการหายใจไม่เต็มปอด จุกที่ปอดซ้ายเหนือเนินนม น่าจะมาจากการวิ่ง


.

Wednesday, May 27, 2026

การวิเคราะห์หวัดจากสีน้ำมูก สรุปจาก Ai



การเปลี่ยนแปลงของสีและความข้นของน้ำมูก เป็นภาพสะท้อนชั้นดีถึง  

**"วงจรการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน"**  ในช่วงเวลาที่เราเป็นหวัด ภูมิแพ้ หรือไซนัสอักเสบ  

### 🟢 สเตจที่ 1: ช่วงเริ่มต้นของอาการ (พยายามชะล้างเชื้อโรค) 

ช่วงนี้ร่างกายเพิ่งรับรู้ว่ามีสิ่งแปลกปลอม (เช่น ไวรัสไข้หวัด หรือสารก่อภูมิแพ้) จึงพยายามสร้างน้ำเพื่อขับไล่มันออกไป * **น้ำมูกใสเหลว (Clear, Runny):** นี่คือจุดเริ่มต้นครับ ร่างกายจะผลิตน้ำมูกใสๆ ออกมาจำนวนมากเพื่อชะล้างไวรัสหรือฝุ่นละอองออกจากโพรงจมูก * **น้ำมูกเหนียวใส (Clear, Sticky):** เมื่อเวลาผ่านไปเล็กน้อย ร่างกายเริ่มสูญเสียน้ำ หรือเยื่อบุจมูกเริ่มบวมทำให้น้ำมูกค้างอยู่ด้านใน น้ำมูกใสๆ จึงเริ่มสูญเสียความชื้นและเปลี่ยนเป็นความเหนียวหนืดขึ้น 

### 🟡 สเตจที่ 2: ระบบภูมิคุ้มกันเริ่มออกรด (กองทัพเม็ดเลือดขาวมาถึง) 

เมื่อการชะล้างด้วยน้ำมูกใสไม่ได้ผล ร่างกายจะส่ง "เม็ดเลือดขาว" (White Blood Cells) เข้ามาจัดการกับเชื้อโรคในโพรงจมูก * **น้ำมูกขุ่นเหลว (Cloudy, Runny):** ความขุ่นเกิดจากการที่เม็ดเลือดขาวเริ่มเดินทางมาสะสมตัวในน้ำมูก รวมถึงมีเศษซากของเซลล์เยื่อบุจมูกที่เสียหายหลุดลอกออกมาปนด้วย * **น้ำมูกขุ่นขาวเจลลี่ (Cloudy White, Jelly-like):** เป็นช่วงที่จมูกมักจะคัดและบวม น้ำมูกระบายออกได้ช้าลง ประกอบกับปริมาณเม็ดเลือดขาวที่เพิ่มขึ้น ทำให้น้ำมูกข้นจับตัวกันคล้ายเจลลี่สีขาว 

### 🟠 สเตจที่ 3: สมรภูมิเดือด (ซากจากการต่อสู้) 

สีที่เปลี่ยนไปไม่ใช่สีของตัวเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย แต่เป็นสีของ "ซาก" เม็ดเลือดขาวที่ตายแล้วหลังจากต่อสู้กับเชื้อโรค * **น้ำมูกใสเหลือง (Clear, Yellowish):** เม็ดเลือดขาวที่ทำลายเชื้อโรคเสร็จแล้วจะตายลงและเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เมื่อปนกับน้ำมูกใสที่ร่างกายยังผลิตอยู่ จึงออกมาเป็นลักษณะใสแต่ติดสีเหลือง * **น้ำมูกขุ่นเหลืองเจลลี่ (Cloudy Yellow, Jelly-like):** การต่อสู้เข้มข้นขึ้น ซากเม็ดเลือดขาวและซากเชื้อโรคมีปริมาณมากข้น ค้างอยู่ในโพรงจมูกที่บวมเต่ง ทำให้ข้นเหนียวเป็นเจลลี่สีเหลืองขุ่น 

### 🔴 สเตจที่ 4: ช่วงพีกของอาการ หรือ จุดเปลี่ยน (สีเขียว / เริ่มแห้ง) 

ช่วงนี้อาจเป็นได้ทั้งจุดพีกสุดของหวัดไวรัสปกติ หรืออาจเป็นสัญญาณว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน * **น้ำมูกเขียวเป็นก้อน (Green, Clumpy):** สีเขียวเกิดจากเอนไซม์ที่มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบ ซึ่งอยู่ในเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง (Neutrophils) ยิ่งน้ำมูกค้างอยู่ในโพรงจมูกนาน (เช่น ตอนนอนหลับ) เชื้อโรคและซากเม็ดเลือดขาวจะยิ่งกระจุกตัวแน่นจนกลายเป็นก้อนสีเขียวเข้ม หากคุณมีอาการ **น้ำมูกเขียวเป็นก้อน** หรือ **ขุ่นเหลืองเจลลี่** ต่อเนื่องยาวนานเกิน 10-14 วัน หรือมีอาการปวดโหนกแก้ม ปวดบริเวณหัวคิ้ว และมีไข้ร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไซนัสอักเสบ ซึ่งในกรณีนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมครับ

 ### 🔴 สเตจที่ 5: น้ำมูกใสปนเหลืองแต่สีเหลืองจะเป็นแผ่นๆ (Clear with Yellow Flakes) 

 นี่คือสัญญาณของอาการที่กำลังจะหายครับ** ร่างกายเริ่มกลับมาผลิตน้ำมูกใสตามปกติเพื่อหล่อลื่นโพรงจมูก แต่ยังมี "เศษซากน้ำมูกสีเหลืองเดิมที่แห้งกรัง" ติดอยู่ตามผนังจมูก (เหมือนสะเก็ดแผล) พอน้ำมูกใสไหลผ่าน มันจึงพัดเอาสะเก็ดสีเหลืองเหล่านี้หลุดออกมาเป็นแผ่นๆ ด้วย **ข้อสังเกตเพิ่มเติมเพื่อสุขภาพ:** หากวงจรนี้เกิดขึ้นและจบลงภายใน 7-10 วัน ถือว่าเป็นอาการของหวัดไวรัสทั่วไปที่ร่างกายจัดการเองได้

Thursday, February 26, 2026

การดูแลภูมิแพ้ สรุปจาก Ai



ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า “ภูมิแพ้” โดยเฉพาะภูมิแพ้จมูก เป็นภาวะที่ระบบภูมิคุ้มกันเอนไปทาง Th2 (T-helper 2 dominant response) ทำให้ร่างกายสร้าง IgE มากเกินไป แล้วปล่อยฮีสตามีนเมื่อเจอสารกระตุ้น เช่น ไรฝุ่น เกสร ขนสัตว์ ฯลฯ
ดังนั้นการดูแลที่ถูกต้องต้องจัดการ 3 ระดับ: ลดสิ่งกระตุ้น, คุมการอักเสบ, และปรับระบบภูมิ
ขั้นตอนที่ครบถ้วนมีดังนี้

หนึ่ง ควบคุมสิ่งกระตุ้น (Environmental control)
นี่คือฐานรากของบ้าน ถ้าฐานไม่ดี ต่อให้กินยาก็วนลูป
– ลดไรฝุ่น: ซักผ้าปูที่นอนน้ำร้อนสัปดาห์ละครั้ง
– ใช้ปลอกกันไรฝุ่น
– ลดฝุ่นสะสม / พรม / ตุ๊กตา
– ถ้ามีสัตว์เลี้ยง ต้องจัดการขนและพื้นที่
– เลี่ยงควันบุหรี่และ PM2.5

สอง ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
อันนี้ underrated มาก
มันช่วยล้างสารก่อภูมิแพ้ + ลดเมือก + ลด inflammatory mediators
ใช้แบบ isotonic หรือ hypertonic ก็ได้ตามความเหมาะสม
ทำสม่ำเสมอจะช่วยเสริมฤทธิ์ยาพ่นได้ดี

สาม ยาพ่นสเตียรอยด์พ่นจมูก (Intranasal corticosteroid)
นี่คือ first-line treatment สำหรับภูมิแพ้จมูกเรื้อรัง
มันกดการอักเสบที่เยื่อบุโดยตรง ลด Th2 cytokines เช่น IL-4, IL-5, IL-13
ต้องพ่นต่อเนื่อง ไม่ใช่พ่นเฉพาะตอนเป็น
เทคนิคพ่นต้องถูก ไม่งั้นยาไปโดนผนังกั้นจมูกแทนที่จะโดนเยื่อบุด้านข้าง

สี่ ยาต้านฮีสตามีน (ตามอาการ)
เหมาะกับช่วงที่มีคัน จาม น้ำมูกไหล
แต่ไม่ได้แก้ “ต้นตอ” เท่าสเตียรอยด์พ่น

ห้า นอนให้พอและมีคุณภาพ
ตรงนี้ข้อความที่คุณยกมาถูก
การนอนไม่พอทำให้ immune system dysregulation
งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าการอดนอนเพิ่ม inflammatory cytokines
มันไม่ได้ “ลด Th2 โดยตรงแบบสวิตช์ปิด” แต่ช่วยให้ immune balance ดีขึ้น
คิดง่าย ๆ คือ ถ้าระบบประสาทอัตโนมัติและฮอร์โมนสมดุล ภูมิจะไม่เหวี่ยงง่าย

หก ออกกำลังกายระดับพอเหมาะ
การออกกำลังกายแบบ moderate intensity
ช่วยลด systemic inflammation
เพิ่ม regulatory T cells
และช่วยลดความไวต่อการอักเสบ
แต่ถ้าออกหนักเกินหรือ overtraining กลับทำให้ภูมิแย่ลงได้
ดังนั้นต้อง “พอดี” ไม่ใช่โหม

เจ็ด ถ้าอาการรุนแรงหรือคุมไม่ได้ → พิจารณา Immunotherapy
เช่น allergen immunotherapy (ฉีดหรืออมใต้ลิ้น)
อันนี้คือการ “รีโปรแกรม” ภูมิคุ้มกันระยะยาว
มีหลักฐานว่าช่วย shift immune response ออกจาก Th2 dominance ได้จริง
แต่ต้องทำกับแพทย์เฉพาะทาง
แปด ประเมินโรคร่วม
เช่น ไซนัสอักเสบเรื้อรัง, ผนังกั้นจมูกคด, ต่อมอะดีนอยด์โต
บางทีอาการไม่หายเพราะมีโครงสร้างกายวิภาคร่วม

สรุปแบบเป็นระบบจริง ๆ คือ
ลดสารกระตุ้น
ล้างจมูก
พ่นสเตียรอยด์สม่ำเสมอ
ใช้ยาต้านฮีสตามีนเมื่อจำเป็น
นอนดี
ออกกำลังกายพอดี
พิจารณา immunotherapy ถ้าดื้อยา
ตรวจหาปัจจัยซ่อนเร้น

Thursday, January 29, 2026

NPC ตอนที่ 52 อัพเดทเดือนมกรา-กุมภา-มีนา

1 มค -29 มค
อาการทั่วไปปกติดี มีน้ำมูกใสๆ ค้างในโพรงไซนัสตลอด และมีทุกวัน ต้องล้างจมูกวันละครั้ง อาการที่น่าสังเกตุคือหายใจได้ปกติ จมูกไม่ตัน ทางเดินหายโล่ง ล้างน้ำเกลือรอบแรกจะใส ไม่มีน้ำมูก แต่ถ้าเอียงหัวให้ไหลเข้าไปใน โพรงไซนัส จะมีน้ำมูกเหนียวๆ ไหลตามออกมาเป็นกระจุก 
ช่วงนี้ต้องล้างและพ่นยาไปเรื่อยๆก่อน

30 มค
ช่วงนี้ฝุ่นเยอะ พยากรณ์บอกว่าจะมีฝุ่นราว 4 วัน ไปจนถึงวันที่ 2 กพ

1 กพ
มีอาการเจ็บคอเยอะ แสบคอตลอด ช่วงนี้ตั้งแต่ต้นเดือนชะล่าใจล้างคอไม่ลึก พะวงกับเรื่องน้ำมูกในไซนัส วันนี้มีน้ำเมือกเหลืองออกมาจากคอ มาพร้อมอาการแสบคอ คาดว่าเป็นเพราะแพ้ฝุ่น


3 กพ
วันนี้ฝุ่นเหลือ 12 แล้ว ไม่ต้องใส่หน้ากาก อาการแสบคอดีขึ้น มีอาการแน่นคอต้องคอยล้างและไอเรื่อยๆ จนมีก้อนเสมหะหลุดออกมา วันนี้เป็นก้อนแข็งแล้ว ไม่ใช่เมือก ไม่ใช่วุ้น แต่แข็งแบบหมากฝรั่ง สีเหลืองเขียวเข้มๆ คาดว่าเป็นเศษค้างจากที่เป็นเมือกเหลืองวันก่อน
เมือกจะเป็นน้ำเหนียวๆ
เมือกเหลืองคือน้ำเหนียวๆ สีเหลือง
แผ่นเมือกจะเป็นเหมือนคราบเหลืองแผ่นๆร่อนจากผิวด้านใน
วุ้นคือเป็นก้อนสีขาวขุ่น นิ่มๆ
หมากฝรั่งคือ ขั้นสุดของวุ้นแห้ง

ได้เลย ผมจัดเรียงใหม่โดยกำหนดให้ Day 0 = 19 กุมภาพันธ์ แล้วเลื่อนวันอื่นตามลำดับย้อนหลัง–ถัดไปให้ครบครับ 👇


---

🦷 ไทม์ไลน์ 7 วันของการรักษารากฟัน (ซี่ 2–4 บน)

16–18 กุมภาพันธ์
ปวดลึก ๆ ในฟัน
บางวันปวดจนตื่นกลางคืน
ลักษณะปวดตุบ ๆ ตามชีพจร
เอนตัวหรือนอนราบแล้วปวดมากขึ้น

---

19 กุมภาพันธ์ ทนเจ็บฟันไม่ไหว  ไปหาหมอ
หมอเปิดโพรงฟัน ฉีดยาชาเยอะมาก
ชาไปถึงโพรงไซนัสเลย แถมชานานถึงเย็น
ใช้ไฟล์ตะไบทำความสะอาดคลองราก
ล้างด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
ใส่วัสดุอุดชั่วคราว
แจ้งว่ารากฟันสะอาดดี


หลังยาชาหมดฤทธิ์:
ปวดประมาณ 0.4/10
รู้สึกลึก ๆ บริเวณปลายรากใกล้ไซนัส
คาดว่าแรงดันภายในโพรงฟันลดลง เหลือเพียงการระคายเคืองของเนื้อเยื่อรอบปลายราก

---

20 กุมภาพันธ์ 
ขณะพัก ปวด 1/10
ขณะเคี้ยวเจ็บกระแทก 3/10
ไม่มีอาการบวม ไม่มีปวดตุบเอง
อาการสอดคล้องกับเอ็นยึดฟันรอบปลายรากที่ยังอักเสบเล็กน้อยจากหัตถการ


---

21 กุมภาพันธ์ (Day 2)

ตอนเช้า:ปวดพื้นฐาน 0.5/10
เสียว 2/10
ปวดลึกบริเวณไซนัส 2/10
ขณะออกกำลังกาย:ปวดตุ้บตามชีพจร 4/10

เมื่อพัก อาการลดลง ไม่มีอาการปวดกลางคืนเหมือนก่อนทำราก


---

22–25 กุมภาพันธ์
อาการพื้นฐานควรลดลงต่อเนื่อง
เริ่มเคี้ยวมะละกอได้
แต่เคี้ยวอาหารอย่างอื่นยังไม่ได้ มีอาหารกระแทกปลายรากใต้เหงือก อาการเจ็บเวลากัดค่อย ๆ ดีขึ้น
แต่ยังมีอยู่ ไม่มีบวม 

---

26 กุมภาพันธ์
เช้ามาแน่นไซนัสข้างซ้าย มีแผ่นเมือกสีเหลืองออกมาจากหลังคอ น่าจะมาจากไซนัส อาจจะต้อง เพิ่มรอบล้างคอ ล้างจมูก

ตอนบ่ายไปหาหมอตามนัด หมอรีบทำครอบให้ก่อน
เพราะแจ้งว่า ฟันร้าว และมีความเสี่ยงห้ามถอนฟัน
หมอเลยกรอฟันทำครอบชั่วคราวระหว่างรักษารากไปพร้อมๆกัน
หลังทำอาการทั่วไปคือ มีการปวดใต้เหงือก แน่นๆ แต่ไม่มาก น่าจะแถวๆ 1.5/10


28 กุมภาพันธ์
กลับไปหาหมอฟันใหม่ เหมือนตัวครอบจะกดเหงือก มีอาการเจ็บเหมือนโดนจิก
กลัวว่าเหงือกจะตายแล้วทะลุเข้ากราม
หมอถอดออกมาแต่งกรอ แล้วใส่กาวเข้าไป


1มีค
วันนี้เมือกเหลือง กลายเป็นวุ้นยางลบละ แปลความได้ว่า ไม่มีอักเสบเพิ่ม น่าจะดีขึ้นแล้ว ส่วนมากอาการเมือกเหลืองสัมพันธ์กับ ฝุ่นซะส่วนใหญ่

7-8 มีค
ให้ช่างมาซ่อมบ้าน มีการรื้อหลังคา , ซ่อมพื้น ผสมปูน ฝุ่นฟุ้งบ้าน ใส่หน้ากากบ้าง ลืมใส่บ้าง

11 มีค
วันก่อนคนในบ้านเป็นหวัดมาจนถึงวันนี้  เช้าวันนี้เริ่มมีอาการปวดไซนัส น้ำมูกมีเมือกเหลืองปน พยายามล้างบ่อย ยังแมชไม่ได้ว่ามาจากฝุ่นหรือมาจากหวัด

12 มีค
น้ำเมือกเหลืองไหลลงคอกลายเป็นก้อนแล้ว สามารถคายออกมาได้ตอนกลั้วน้ำเกลือ

13 มีค
มีอาการปวดไซนัส รับรู้ได้จากเจ็บรากฟันที่ไปทำมา
เพิ่มการล้างเป็นเช้าเย็น และเริ่มจับสังเกตุได้จาก ตอนพ่นยา ถ้ามีอาการชา ไม่รู้สึกยาสัมผัส แปลว่าเริ่มมีอาการอักเสบระคายเคียง เพราะบางช่วงบางตอน จะรู้สึกยาพ่นสัมผัสในโพรงจมูกชัดเจน

14 มีค
ยังปวดไซนัสซ้ายอยู่ พยายามล้างให้ตรงเวลา ย้อนเวลาไปแมช ปวดไซนัสรอบนี้น่าจะมาจากฝุ่นปูน ดังนั้นเช้านี้กินยาแก้แพ้ประคอง ลดเมือกเหลืองให้ได้มากที่สุดไปก่อน 

23 มีค
ไปพิมพ์ฟันเพื่อทำครอบ หมอต้องเปิดเหงือกให้เป็นร่องเพื่อเอาแม่พิมพ์ใส่เข้าไป ตอนทำฉีดยาชาไม่รู้สึกอะไร แต่กลับบ้านมีอาการเจ็บไรหงือก พอรุ่งขึ้นเจ็บระบบไปทั้งซีกซ้าย

24 มีค
เจ็บที่เหงือกเพิ่มขึ้น ระบบจนเคี้ยวแล้วสะเทือนไปหมด ไม่รู้ว่าปวดจากอะไร

25 มีค
ทนไม่ไหว เลยติดต่อไปที่ร้านทำฟัน จนท แจ้งว่าให้มาตามนัดเดิมคือวันจันทร์ โทรไปที่รามา พยาบาลแจ้งว่าหมอไปออกหน่วย นัดคิวได้วันที่ 2เมย คิดว่าน่าจะไม่ไหวกลัวเหงือกทะลุไปโดนกระดูกตาย เลยไปไทยนครินทร์ขอพบหมอรากฟันเพื่อคอมเฟิร์มว่าเป็นซี่ไหนกันแน่ ใช่อัน24ที่ไปทำมาหรือไม่ ผลคือ 23/24/25 ดูรากแล้วปกติ บังเอิญหมอเอากระจกไปแกว่งโดน ขอบเหงือกฟัน 26 ผลคือเจ็บจี๊ด เลยรีบบอกหมอว่าเจอจุดแล้ว หมอกดเช็คจุดให้ คิดว่าจะเป็นรำมะนาด ให้ไปนัดหมอเหงือก แต่หมอเหงือก มีคิววันเสาร์ เลยถามหมอว่ามียาอะไรประคองไปขั่วคราวได้ไหม หมอให้ chlorhexidine มา พอเอาไปถาม AI เข้าใจว่ามันคือยาบ้วนปากฆ่าเชื้อและรักษาแผล ทำให้คิดว่ายากรักษาร้อนใน น่าจะช่วยไป เลยเริ่มกิน ยาขม ทาkenalog และบ้วนน้ำยา chlorhexidine ไปด้วย 

ตอนทายา kenalog พบว่าจุดที่เจ็บมีนคือเหงือกที่อยู่ตรงปลาย เบ้ายางเคลือบฟัน เลยคืดเอาเองว่าอาจจะมาจากเบ้าเคลือบฟลูออไรด์มันกดทับหรือเปล่า ช่วงหลังๆ เปลี่ยนวิธีเคลือบคือใส่เบ้าเคลือบแล้วค่อยไปเดินออกกำลัง บางทีเราตึงมันรัดปากมากไปไหมนะ


 
.

Wednesday, December 31, 2025

NPC ตอนที่ 51 สรุปปี สรุปยา สรุปโรค 2025

 



5 เมย 2025 หู กินยาฆ่าเชื้อ DarFlox 10วัน / ห่างจากรอบที่แล้ว 138วัน

11 พค 2025 จมูกตัน turbinate บวม ได้ยา Dymista มาพ่น

25 พค 2025 ปวดจมูก กินยาฆ่าเชื้อ Zithromax 3วัน / ห่างจากรอบที่แล้ว 50วัน

30 พค 2025 ปวดจมูก ปวดหู กินยาฆ่าเชื้อ Zithromax 3วัน

07 มิย 2025 น้ำมูกไหลเยอะ ได้ Pumicot มาผสมน้ำเกลือล้างจมูก 2หลอด

12 มิย 2025 ยังไม่หายปวด ได้ Pumicot มาเพิ่ม อีก 10หลอด + DarFlox แต่ยังไม่ได้กิน อาการหายก่อน

7 พย 2025 มีอาการคอแข็งเกร็ง กล่องเสียงอักเสบ ได้ยา Celebex/Norgesic 

นับจนถึงสิ้นปีรอบนี้ไม่ติดเชื้อนานราวๆ 215 วัน แม้ระหว่างทางจะมีอาการปวดหู มีน้ำในหูบ้าง มีหูอื้อบ้าง แต่การทำบริหาร ช่วยให้อาหารเหล่านั้นลดลงจนไม่ติดเชื้อได้

Tuesday, December 9, 2025

NPC ตอนที่ 50 เฝ้าระวัง ภาวะกระดูกตาย หลังฉายแสง ปีที่ 5

9 ธค

มาพบหมอจมูก หมอแจ้งว่า mri ปกติ แต่มีไซนัสบวม ให้ล้างจมูกต่อเนื่องห้ามขาด แม้ว่าจะไม่มีอาการ เพราะถ้ามีอาการติดเชื้อแล้วจะรักษายากกว่าปกติ ตอนนี้เริ่มมีรายงานว่าคนไข้ npc มักจะมีอาการกระดูกฐานกระโหลกตาย ในปีที่7เป็นต้นไป และจะเป้นหนักในปีที่ 10 ดังนั้น ต้องระมัดระวัง อย่าให้ติดเชื้อลามไปกระดูก เกิดกระดูกตาย สรุปคือให้ล้างจมูกและพ่นยาต่อเนื่อง

โดยมาก คนไข้ npc จะเป็นคนที่รักษามาราธอนที่สุด กล่าวคือเป็นโรคที่รักษาให้หายได้แต่ผลข้างเคียงเยอะ คนไข้ caอื่น มักจะรุนแรงและหลังรักษาจะอยู่ได้น้อยกว่า โดยปกติ NPC จะกลับมางอกใหม่ ภายใน3ปี ถ้าพ้นสามปีแรกไป มักจะไม่กลับมาแล้ว ดังนั้นนัดอีกที 6เดือน

10 ธค

เริ่มกลับมาล้างจมูกทุกวันอีกครั้ง หลังจากไม่ได้ล้างมาร่วมเดือน ที่ไม่ล้างเพราะไม่มีอะไรในจมูก อาการคงที่แห้งดี แต่เมื่อวานหมอบอกว่าให้ล้างตลอด สร้างความชุ่มชื้นให้โพรงจมูก และป้องกันไม่ให้ติดเชื้อ ไม่ให้แห้ง ช่วงนี้มีน้ำลายก้อนผนังคอออกมาเรื่อยๆ เป็นสีเหลืองอ่อน

บังเอิญช่วงนี้ไซนัสแน่น ล้างแล้วมีน้ำมูกเหนียวใส ออกมาด้วย คงตั้งเวลาล้างเป็นช่วงบ่าย 4 หลังกลับบ้านของทุกๆ วัน อาการเจ็บหูเริ่มมากขึ้น แต่วันนี้เริ่มบริหารกล้ามเนื้อฐานกะโหลก และบังเอิญไปนวดโดนกล้ามเนื้อข้างกราม จุดเดิมที่เคยทำมาตลอด ตอนฉายแสง แต่พออาการดีก็เลิกไป เมื่อวานกลับมาเริ่มทำเพราะหมอให้ระวังเรื่องกระดูกตาย และ ChatGPT บอกว่าให้นวดบริหารเพื่อเสริมการหมุนเวียนของหลอดเลือด ส่องหูแล้วไม่แดง ไม่ติดเชื้อ จุดที่เจ็บตรงกับที่อ้าปาก น่าจะมาจากท่อยูสเตเชียนที่เดิม หูมีเสียงวี๊ดดังมาก ข้อสังเกตเวลากลืนน้ำลายจะมีเสียงหูกุบกับ มาได้เกือบอาทิตย์แล้ว น่าจะเพราะท่อยูสเตเชียนมันบวมเป็นอันแรก ก่อนจะลามไปไซนัส วันหลังต้องสังเกตตรงนี้เพิ่มอย่างละเอียดอีกที

11 ธค

อาการเจ็บหูลดลงบ้าง น้ำลายมีเมือกเหลืองเข้มหลุดออกมาเรื่อยๆ สีน้ำลายเข้มขึ้น ตรงกับน้ำมูกไซนัส ที่เป็นมาตั้งแต่วันที่ 8 ธค ปกติ ถ้ามีน้ำมูกค้าง น้ำเมือกผนังคอที่ไหลกองค้าง จะค่อยๆออกมาเป็นสีเข้มๆ น้ำเมือกพวกนี้ เหมือนจะมาจากในหูชั้นกลาง อาการจะตรงกันที่ปวดหู เดี๋ยวลองดูว่าถ้าไหลหมดแล้วหูจะหายเจ็บไหม หูมีเสียงวี๊ดดัง

ขอสังเกตุ การนวดและบริหารกรามด้วยการอ้าปาก ตามตาราง GPT ช่วยให้น้ำในหูไหลได้เช่นกัน ท่า Jaw ที่ GPT แนะนำตรงกับที่เคยค้นพบเอง


12 ธค

วันนี้เจ็บในหูทั้งวัน มีอาการหูอื้อตื้อๆ จะมีจังหวะหายคือเวลาขยับปากแล้วเสียงดังฝุบ เหมือนหูเคลียร์แรงดัน ประมาณสถาการณ์คือมีอะไรตันในหู อาจจะต้องเรียกศัพท์ใหม่ว่า แกนหู มันจะอยู่ตรงกล้ามเนื้อรอบๆ แก้วหู ถ้าถาม  chatgpt เขาจะบอกว่าเป็นตำแหน่งที่ตรงกันท่อ ยูสเตเชียน แปลได้ว่าท่อยูสเตเชียนเจ็บ จากประสบการณ์ที่บันทึกไว้ อาการนี้ต้องขยับกรามบ่อยๆ ถ้าทำไม่ทันจะลามเกิดการติดเชื้อที่หูชั้นกลาง กลับบ้านล้างจมูกตามที่หมอบอก วันนี้มีน้ำมูกใน โพรงไซนัสค่อนข้างเยอะ แม้ว่จะไม่มีอาการคัดจมูกเลย อาจจะเหมือนที่หมอบอกว่า ให้ล้างไปเรื่อยๆ 

13 ธค

วันนี้เช้ามีก้อนวุ้นหลุดออกมา อาการหูเจ็บหายไปแล้ว เดาได้ว่ามีน้ำในหูเมื่อวานนี้ และจับตัวเป็นก้อนค้างที่ท่อยูสเตเชี่ยน หลังจากบริหรกรามตามที่บันทึกไว้ วันนี้ก้อนวุ้นหลุดออกมาอีกตามบันทึก อาการหูเจ็บลดลง จริงๆต้องเรียกว่าหายไปเลย การบริหารกรามทำตามตารางข้างล่างข้อสองและเสริมด้วยการนวดท่อยูสเตเชียนข้อห้าด้วย ยิ่งทำให้ข้างกรามอุ่นเท่าไหร่ ก้อนวุ้นออกง่ายเท่านั้น

14 - 17 ธค

เจ็บหูหายไปเลยหลังจากที่ก้อนวุ้นหลุดออกมา คิดว่าน่าจะรู้สาเหตุที่เจ็บหูคือมาจากระคายเคืองท่อยูสเตเชียนเป็นแน่เลย

18 ธค

วันนี้เข้าใจเรื่อง ไฟเบอร์เพิ่มอีกอย่าง คนเราคิดผักเยอะๆ ใช่ว่าจะดีต่อลำไส้เสมอไป ต้นเหตุคือที่ผ่านมาหลังฉายแสง พยายามกินผักให้เยอะ แต่ทำไมยังมีอาการท้องผูกเป็นระยะ ถ้าอ่านเจอในบันทึก เจอวิธีแก้ชั่วคราวคือเมื่อใดที่กินผัก กินฝรั่งเยอะๆ ต้องกินเม็ดโบรไอติก แต่มาช่วงนี้ที่โรงอาหารมีแก้วมังกรอย่างเดียว โดยปกติจะไม่กินแก้วมังกร จะกินแต่ฝรั่งกับมะละกอ พอช่วงนี้ ประมาณ 2อาทิตย์กินแก้วมังกรพบว่าถ้าวันไหนกิน จะถ่ายง่ายไม่ต้องใช้โปรไบโอติก มากนัก ประกอบกับช่วงนี้กินโปรตีนรสโยเกิตด้วยทุกวัน ยิ่งพบว่าท้องไม่ผูกมากนัก เลยเอาข้อมูลไปลองถาม chatgpt ได้ความว่า ไฟเบอร์มีสองชนิดคือ แบบละลายน้ำ กับ แบบไม่ละลายน้ำ 

แก้วมังกรเป็นแบบละลายน้ำ มีคุณสมบัติคือทำหน้าที่อุ้มน้ำ และมีเมล็ดธรรมมชาติเยอะทำให้เกิดการกระตุ้นที่ผนังลำไส้

ฝรั่งเป็นแบบไม่ละลายน้ำ มีคุณสมบัติคือเพิ่มกากเพิ่มมวล นั่นเป็นเหตุผลว่าถ้ากินฝรั่งเยอะต้องกินโปรไบโอติกช่วยย่อยสลาย ไม่ให้เกิดการอัดแน่น

ต้องมาปรับปรุงการกินผลไม้ใหม่ ให้เป็นแบบสมดุลทั้งแบบละลายและไม่ละลาย



Saturday, November 8, 2025

NPC ตอนที่ 49 อาการคอแข็งเกร็ง ไม่ใช่หมาบ้าเสมอไป

 07 พย

ตื่นเช้ามากับอาการแปลกที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คือมีอาการเจ็บแข็งเกร็งที่คอ รอบๆ ลูกกระเดือก กลืนน้ำไม่ได้ โคนลิ้นไม่ขยับ นึกเอาว่าคอเคล็ดจากการนอนผิดท่า เช้ากินข้าวไม่ได้เพราะลิ้นแข็ง กลืนน้ำลำบาก อาการคล้ายคอแข็งตอนฉายแสง แต่เจ็บไม่เหมือนกัน อันนี้เจ็บที่กล้ามเนื้อด้านนอกคอ ทดลองขยันนวดคอให้คลายแต่ไม่ก็ไม่หาย

เที่ยงยังกินอะไรไม่ได้เลยตัดสินใจไปหาหมอ หวังจะให้หมอใส่สายยางอาหารให้ เพราะถ้ายังแข็งเกร็งแบบนี้ คนไม่ดีต่อกระเพราะเป็นแน่แท้ แถมมีความรู้สึกเหมือนเป็นไข้ ครั่นเนื้อครั่นตัว

พอไป รพ พยาบาลวัดไข้ได้ 38.5 เจอหมอวินิจฉัยว่าเป็น strap muscle ได้ยา celebex ลดกล้ามเนื้ออักเสบ กับ นอจิสิค คล้ายกล้ามเนื้อ และ เรพาริล ลดบวม กินไปตอนเย็น หนึ่งรอบ ยังไม่หาย แต่ดีขึ้นบ้าง รีบเข้านอนเผื่อจะช่วยได้บ้าง







08 พย

เช้ามายังไม่แข็งเกร็ง เลยลองเอา ไดโครฟิแนค ทา ปรากฏว่า ไม่ถึงชั่วโมง อาการแข็งลดลงไปเกินครึ่ง ช่วงบ่ายเลยทาซ้ำ ตกเย็น เหลือแค่คอตึงๆ

10 พย

วันนี้หายคอแข็งแล้ว ยาที่ถูกกันในรอบนี้คือ ยาทา โวทาเลนเจล กินยามื้อเย็นจบแล้วจะหยุดละ แต่เสียงยังแหบต่อ


11 พย

วันนี้หยุดยาละ คนไม่เจบแล้วเหลือ แค่ตึงๆ นิดหน่อย แต่เสียงยังต่ำอยู่ พูดแล้วไม่ดัง

13 พย

เสียงกลับมา 95%ปกติแล้ว

17 พย

เมื่อวานอากาศเย็น วันนี้ จมูกซ้ายบวมที่turbinate อีกละ

21 - 27 พย

ช่วงนี้อากาศเย็น บางวันหูมีเสียงแปะๆ เจ็บๆ ตึงๆ แต่ไม่มีน้ำค้าง สังเกตุได้จาก น้ำลาย ผนังคอไม่เหลือง แต่มีอาการร้อนใน เป็นแผลที่ปาก นาฬิกาวัด hrv ได้ 25/28/30 ซึ่งตกค่าเฉลี่ยจาก 35

28 พย

ไปพบหมอฟัน โดยรวมคือปกติ ไม่มีกระดูกตาย ไม่มีฟันผุ ขอเลื่อนหมอเป็นนัดรอบ 6เดือนแทน 4เดือน


28 - 2 ธค

อากาศเย็น ลงไปที่ 20องศา

ไม่มีน้ำมูก แต่หูอื้อบางวัน ส่วนมากจะดังวี้ด และดัง แป๊ะๆ  ไม่ได้ล้างจมูก แต่ล้างคอ

3-4 ธค

เริ่มล้างจมูก มีน้ำมูกค้างใน ไซนัส ข้างซ้าย คอมีน้ำลายจับตัวสีเหลืองน้ำตาล รีบล้างจมูก และกลั้วคอลึกๆ เช้าวันนี้ หูกลับมาปกติแล้ว

ตอนเย็นไปพอหมอรังสี วันเสาร์ที่ผ่านไปไปทำ MRI ครบรอบ 3 ปีแล้วที่ฉายรังสีกับคีโมมา หมอบอกว่า โรคยังสงบดี น้ำในหูเริ่มลดลง แต่ยังมีค้างอยู่บ้าง ตรงกับที่เราบันทึกไว้ว่ามีอาการหูอื้อเป็นบางวัน แต่พอล้างเยอะๆ หูก้อกลับมาปกติได้ในบางวัน


5-6 ธค

อากาศไม่เย็นแล้ว แต่มีน้ำมูกไหล พอน้ำมูกมาหูก็เริ่มขยับ เจ็บตึงๆ และตามมาด้วยหูอื้อ วิธีเอาน้ำออกคือ อ้าปากกว้างๆ ขยับเยอะๆ จะมีเสียงกุบกับ ถ้าทำถูกน้ำจะค่อยๆ ไหลลงคอ แต่ช่วงนี้ไม่เยอะ ยังไม่ได้รถขมๆ ไหลลงคอเท่าไหร่ 

7 ธค

ไซนัสบวม แน่นจมูกซ้าย แต่แห้ง ไม่มีน้ำมูก น้ำลายมีเสียงเหลืองปนเขียว จับตัวเล็กน้อย ต้องคอยล้างกลั้ว ออกบ่อยๆ

8 ธค

เริ่มเจ็บกล้ามเนื้อในรูหู ตึงๆ เหมือนเวลาก่อนติดเชื้อ ไซนัสข้างแก้มด้านซ้ายจะแน่นๆ กดแล้วเจ็บๆ ทั้งที่อากาศช่วงนี้ไม่ได้เย็นมาก แต่มีฝุ่นเยอะ 40-50 ทุกวัน

.



Monday, July 7, 2025

NPC ตอนที่ 48 เดือน กค-สค-กย-ตค อาการคงที่

 31 กค

ช่วงนี้ไม่ค่อยได้อัพเดท เพราะอาการคงที่ มีเจ็บคอบ้าง แต่ถ้าเป็นไม่เยอะ ล้างคอด้วยน้ำเกลือ ตามด้วยไอโอดีน สองสามวัน อาการจะทุเลาลง

จมูกยังคงมีตื้อๆที่ turbinate ซ้าย อยู่เนืองๆ แต่อาการตันที่ maxirary ไม่มีแล้ว เวลาล้างจมูกจะมีจุดที่ต้องล้างสามท่า คือ ก้มเยอะๆ เพื่อล้างโพรงจมูก maxirary หรือ ก้มไม่เยอะ และเงยคางนิดนึงจะเป็นการล้างท่อยูสเตเชียน หรือถ้าใช้ท่าปกติตามยูทูป จะเป็นการล้าง turbinate 

รู้ได้อย่างไรว่าท่าไหนล้างอะไร บังเอิญตอนที่เป็นไซนัสอักเสบเดือน มิถุนายน แล้วได้ยา pumicot มาล้าง ตอนล้างมันแสบวาปไปตามเส้นทางที่บีบน้ำเข้าไป ทำให้รู้แต่ละท่า ส่งน้ำเข้าไปลึกได้ไม่เท่ากัน

ส่วนเรื่องคอ โดยมากเป็นเพราะน้ำลายเหนียวแล้วล้างคอไม่ดี ทำให้อาหารค้างที่ผนังคอด้านใน ก่อให้เกิดการเน่าและติดเชื้อ วิธีการล้างคอที่บังเอิญเจอคือ บีบลำคอให้เหมือนจะขากเสลด หลอดคอมันจะบีบเล็กมาก ให้เงยหน้าแล้วทำแบบนี้ตอนอมน้ำเกลือ เอียงหัวซ้ายขวาแล้วทำเสียง อาาาา น้ำเกลือจะเข้าไปตามซอกคอ ผนังคอด้านใน ถ้าทำได้ถูก น้ำลายก้อนเหนียวๆ จะหลุดออกมาได้ง่ายๆ แล้วจมูกจะโล่งทันที ถ้าทำไม่ดี ปล่อยไว้วันหรือสองวัน จะได้เริ่มได้ยินเสียงกุบกับที่หู บอกให้รู้ว่า ท่อยูสเตเชียนเริ่มมีปัญหา จังหวะนั้นจะมีอาการหูอื้อลมเป็นพักๆ แล้วถ้าอ้าปากกว้างๆ แล้วหูหายอื้อ ยิ่งเป็นการ confirm ว่าท่อตัน ต้องล้างคอให้บ่อยขึ้น หากไม่ล้างให้ดี แล้วทิ้งไว้โดยเฉพาะตอนนอนหลับ ตื่นมาจะรู้เลยว่าคอเจ็บ ลามไปหูเจ็บ แล้วลงท้ายด้วยติดเชื้อ น้ำในหูเริ่มดัน


11 สค

วันนี้เป็นวันแรกหลังจากติดเชื้อรอบนี้ ที่ล้างจมูกแล้วไม่มีน้ำมูกออกมาจาก maxillary sinus พอไม่มีน้ำมูก เวลากดที่ติ่งจมูกก้อไม่เจ็บ ไม่แน่น จมูกโล่ง มองย้อนไปคือเป็นช่วงที่ใช้ อวามิส ก่อนหน้านี้ใช้ อีกตัวที่หมอให้ ไม่รู้เกี่ยวไหม แต่ลองจดไว้ก่อน


2 กย

วันนี้ ไซนัสบวมคับจมูก มาพร้อมเสียงกุบกับในหู


6-11 กย

เป็นช่วงอาทิตย์แรกในรอบ สี่เดือนตั้งแต่ พค ที่ล้างจมูกแล้วไม่มีน้ำมูกจากโพรง ไซนัส maxillary ออกมา คือประมาณว่าแห้งแบบแห้งเลย ถ้าจะมีบ้างคือน้ำมูกจากแพ้อากาศปกติ

12 กย

ที่ทำงานฝนตก น้ำรั่ว ให้ทาง fac มาดู เขาเปิดฝ้า ยิบซั่มฟุ้ง รีบใส่หน้ากาก จากประวัติเวลามียิบซั่มฟุ้งมักจะแพ้ น้ำเหลืองไหล


13 กย 

มีอาการเจ็บคอตอนเช้าตื่นนอน คายน้ำลายได้เป็นสีเหลืองใส คือสีเซรั่มนั่นแหละ มาจากพนังคอด้านใน รีบถ่ายรูปเก็บไว้ก่อน อาการแบบนี้มักจากตามด้วยการติดเชื้อ ถ้าล้างน้ำเกลือไม่เพียงพอ ดังนั้นวันนี้หรือพรุ่งนี้ต้องคอยระวังเรื่องการล้างคอให้ดี

เช้ามาเยอะ


เย็นลดลงแล้ว


14 กย

เช้ามาคอไม่เจ็บแล้วแต่ยังมีเสมหะก้อนที่หลังคอหอยเป็นวุ้นๆ รอบนี้ไม่ได้มาจากจมูก ไม่แน่ใจว่ามาจากส่วนไหน แต่ทว่าหลังจากผ่านมาสี่เดือนลองสรุปขั้นตอนการเกิดอาการไว้อีกรอบเผื่อเปรียบเทียบกับรอบหน้า

  • เริ่มจากมีอาการแพ้ในโพรงไซนัส ทำให้มีน้ำมูกมาก และไซนัสบวมโดยเฉพาะในโพรง maxillary ส่วนที่บวมจะเป็นส่วน turbinate
  • เมื่อน้ำมูกค้างเยอะ จะมีบางส่วนไหลมากองที่ท่อยูสเตเชียน น้ำมูกส่วนใหญ่จะไม่ไหลออกมาเอง คาดว่าเป็นผลจาก เซลพัดโบก ไม่เหลือแล้ว
  • น้ำมูกที่ค้างแรกๆจะใส แต่ถ้าค้างนาน หรืออักเสบแพ้นาน จะการเป็นสีเหลืองใส ถ้ายังแพ้อีกจะกลายเป็นวุ้นสีเหลือง ส่วนที่มาจากไซนัส จะเป็นเมือกแพแผ่นบางๆ กว้างๆ
  • วิธีการแก้ไขคือล้างจมูกแบบใช้ขวดบีบ หลีกเลี่ยงจากใช้ หลอดฉีดยา เพราะหลอดฉีดยามีแรงดันสูงเกินไป เวลาดันแล้วน้ำจะย้อนเข้าหูทำให้เกิดน้ำในหูค้าง ตอนเข้าน้ำไหลไปด้วยแรงดัน ผ่านท่อยูสเตเชียนที่บวมเข้าไป แต่ตอนออกไม่ยอมไหลออกเอง แล้วถ้าค้างนานจะเกิดการติดเชื้อในที่สุด การเป่าไล่น้ำไม่ควรทำเพราะจะทำให้ติดเชื้อเร็วขึ้น
  • วิธีการแก้เรื่องน้ำคือ อ้าปากให้กว้างที่สุดแล้วกลืนให้เร็วที่สุด น้ำจะไหลตามออกมาทีละนิด ทำสักสองสามวันจะหายไปเอง ในระหว่างนี้ถ้าติดเชื้อก้อกินยาบรรเทาจนไซนัสไม่บวม น้ำจะไหลออกมาได้เร็ว
  • ยาซูโดเอฟิดีน ทำให้น้ำมูกเหนียวขัน เอาออกยากกว่า ไม่ได้กิน ยาที่ได้ผลดีคืน เซอเทค เพราะจะลดน้ำมูกในไซนัสได้ดีกว่า
  • ในกรณีที่น้ำไม่ได้เข้าหู เพราะการล้างจมูก แต่ปล่อยน้ำมูกไว้ในโพรงไซนัส เวลาที่เมือกไหลมากองที่คอนานๆ จะจับตัวเป็นก้อน ถ้าทิ้งไว้นานจะหายใจลำบาก และนำไปสู่การติดเชื้อที่คอ และถ้าทิ้งไว้ก็จะลามไปที่หูได้เช่นกัน วิธีแก้คือล้างคอด้วยน้ำเกลือผสมเบกกิ้งโซดาให้ผนังคอหอยมันละลายเมือกแล้วคายออกมา ทำบ่อยๆ หงายคอสูงๆ ให้ถึงจมูกจนเหมือนจะสำลัก จะได้เมือกหลุดออกมาสะอาด ทำแบบนี้จะบรรเทาเมือกค้างที่คอได้ดี
  • การล้างจมูกเพื่อลดการไหลของน้ำมูก ต้องหาให้ได้ว่าในแต่ละรอบมีน้ำมูกค้างที่โพรงไซนัสตัวไหน ถ้าเป็น ไซนัสหน้าผาก ให้ก้มนิดหน่อย แต่ถ้าเป็นไซนัส maxillary ต้องก้มจนเกือบขนานกับผิวโลก พร้อมเอียงหน้าให้ข้างที่จะล้าง 15องศา บีบขวดเบาๆ ถ้าน้ำตัน ให้ปล่อยแล้วสั่งออก ทำซ้ำจนโล่ง ห้ามบีบจนน้ำทะลุโพรงไซนัสออกมา
  • การล้างตามขั้นตอนนี้จะล้างได้ทั้งไซนัส และคอหอย สิ่งที่จะช่วยลดบวมได้อีกตัวคือ ยาพ่น อวามิส จากที่เทียบมา อวามิสจะคุมอาการได้ดีกว่า ไดมิสต้า
  • เวลาก่อนนอน ถ้าเคลือบฟลูออไรด์ให้รอจนฟลูออไรด์ เหลือน้อยที่สุดค่อยนอน จะช่วยลดเรื่อง ฟลูออไรด์ไปกองที่คอหอยได้บางส่วน

16-18 กย

สองสามวันนี้หูมีเสียงดัง แป๊ะๆๆๆ มาพร้อมกับอาการแน่นหู คอมีเสมหะเกาะเยอะ และเป็นสีเหลือง แผ่นๆ เจ็บหูจี๊ดเป็นบางครั้ง อาการแน่นหูจะหายตอนกลืนน้ำลาย

19กย

วันนี้คอเจ็บ ล้างคอบ่อยๆ เพิ่มขึ้น เสมหะจับเป็นก้อนแทนที่จะเป็นแผ่น สีเข้มขึ้น แต่หลุดออกเกือบหมด

22 กย 

เสียงแปะๆๆยังไม่หายไป ล้างคอต่อเนื่อง แต่เสมหะขาวแล้ว ไม่จับตัวเป็นก้อน


29 กย

วันเสาร์ไปซื้อของแล้วติดฝนน้ำท่วม กว่าจะได้กลับเข้าบ้าน 5ทุ่มกว่า ได้นอนเกือบตี 1 เช้านี้มาเสมหะ เหลืองเป็นกอง ออกมาจากด้านหลังคอ น่าจะมาจากไซนัสอักเสบ แล้วไหลไปรวมกัน เวลาที่มันไหลเยอะมันจะไปจับตัวเป็นก้อนที่หลังคอ หายใจลำบาก และจะผวาตื่นตอนกลางคืน  ต้องจำไว้เดี๋ยวนี้ถ้านอนผิดเวลา ร่างกายไม่แข็งแรงพอ มักจะมีอาการออกมาให้เห็นบ่อยขึ้น


30 กย

วันนี้สั่งน้ำมูกได้เป็นสีเหลืองกับสีใสผสมออกมาจากจมูกด้านขวา แต่ล้างจมูกแล้วโล่งดี ไม่มีค้างในโพรง แค่มีน้ำมูกเยอะ เหมือนเป็นหวัด


1 ตค

เช้ามา จมูก turbinate บวม ล้างจะจมูกได้เมือกสีเหลืองเป็นแผ่นๆ อาการคือ ไซนัสอักเสบ แถมตาร้อนคอร้อนเหมือนเป็นร้อนใน หูมีเสียงแป๊ะๆๆ อีกแล้ว วันนี้คือมีอาการแน่นจมูกชัดเจน 

4 ตค

และแล้วเมือกก้อมาแบบนี้เลย ทุกอย่างยังคงเกิดซ้ำๆ เราแค่อยู่กับมันและรับมือให้ถูกวิธี




20 ตค

มีคิวนัดตรวจ ว่าจะแวะไป สรุปอาการจากการคาดเดาส่วนตัวให้หมอฟังดังนี้


1.อาการหลักคือไม่เซรั่มเหลืองจากโพรงไซนัสจากการแพ้ ทั้งแพ้อากาศเย็น หรือติดเชื้อ

เวลามีอาการคือไซนัสจะบวมและแน่น ผลิตน้ำมูกเยอะ ถ้าอาการหนักจะเป็น เซรั่ม หรือเมือกเหลือง

การใส่หมวกจะช่วยบรรเทาการผลิตน้ำมูกได้ มากกว่า50%


2.ตอนเช้ามักจะมีอาการจมูกตันข้างเดียว ขึ้นอยู่กับนอนตะแคงด้านไหน

ล้างจมูกตอนเช้าไม่ค่อยช่วย แถมถ้าบีบแรงไป น้ำจะดันไปที่หูได้มาก

การล้างจมูก ที่ได้ผลดีคือ ต้องล้างให้ตรงโพรงที่มีปัญหา

ครั้งที่แล้วบังเอิญใช้ pumicot แล้วแสบทำให้รู้ว่า การล้างท่าไหน น้ำเกลือจะวิ่งไปที่โพรงไหนได้บ้าง

จังหวะการก้ม กับเอียง และแรงบีบ จะทำให้น้ำเกลือไหลไม่เหมือนกัน


3.น้ำมูกส่วนเกินชอบค้างในโพรงจมูกจะไม่ชอบไหลออกมาเอา มักจะค้างด้านใน

สาเหตุหลักที่คาดเดาก็คือขนพัดโบกน้อยทำให้ติดอยู่ในโพรงเยอะ

ล้างจมูกเวลาที่เหมาะสมสำหรับในวันคือช่วงบ่าย เพราะอาการร้อนน้ำมูกละลาย

แต่หากทิ้งไว้นานๆ น้ามูกจะไหลมากองที่คอ สะสมเป็นก้อนวุ้น

ถ้ามาถึงจุดนี้ ล้างจมูกจะไม่ช่วยเท่าไหร่ ต้องล้างด้วยน้ำเกลือจากคอเข้าไป

การล้างจากคอต้องเงยหน้าให้สุดแล้วทำท่าอ้าปากให้ผนังคอเป็นโพรงกว้างๆ

ทำช่วงแรกจะ สำลักและแสบจมูก แต่พอชินจะรู้ว่าน้ำเกลือไปถึงจุดไหนได้บ้าง

น้ำเกลือพอโดนน้ำมูกจะล้างเอาก้อนวุ้นออกมาได้ง่ายและคอจะโล่งมาก

คาดว่า น้ำมูกก้อนวุ้นคือสาเหตุหลักที่ทำให้ติดเชื้อ เพราะถ้าทิ้งไว้นาน

ก้อนวุ้นจะเริ่มเปลี่ยนสี จากขาวเป็นเหลืองและดำ ถ้าถึงขั้นดำ จะเริ่มมีกลิ่น


4.การล้างจมูกไม่ต้องการแรงดันที่เยอะ แต่ต้องการให้น้ำเกลือไปแตะแล้วละลายพาน้ำมูกไหลออกมา

ครั้งที่แล้วใช้แรงดันเยอะเกินไป บังเอิญท่อระบายบวมจากสาเหตุใดๆ 

พอน้ำเกลือส่วนเกินวิ่งเข้าหู และค้างไม่ลงมา ทำให้หูอื้อ

ช่วงหลังๆ การใส่หมวกและระวังเรื่องการบวม น้ำเกลือที่เข้าหู จะระบายออกเอาได้ง่ายขึ้น

เวลาน้ำเกลือเข้าหูจะรู้ตัวเพราะจะมีเสียงดังแป๊ะๆๆ ในหู ให้อ้าปาก กว้างๆ และอย่าเป่าหู


21 ตค

ล้างจมูก ล้างคอบ่อยๆ เอาสารสะสมพวกนี้ออกมาจะลดการติดเชื้อได้เรื่อยๆ




22 ตค

วันนี้หูอื้อ

23 ตค - 05 พย

ทุกอย่างปกติดี ใส่หมวกตลอด สามารถลดหูอื้อได้มากๆ เสียงวี้ดในหูยังคงชัดเจนตลอด2ปีไม่มีแผ่ว


06 พย

ล้างคอไม่ดีจะมีเมือกค้างแบบนี้และจะนำพาให้ติดเชื้อ พอหลุดออกมาคอจะโล่งดี




.

Saturday, June 7, 2025

NPC ตอนที่ 47 หวัดเรื้อรัง พค-มิย

 7 มิย

เมื่อวานอาการน้ำมูกหายไปหมดแล้ว จมูกโล่ง ไม่ปวด แต่เช้านี้กลับมาใหม่ แน่นจมูกไปหมด ล้างจมูกมีเมือกเหลืองออกมาเยอะมาก อาการเมือเหลือง ที่เป็นแผ่ๆ กองๆ แปลว่า เป็นเมือกใหม่ อาการใหม่ ย้ายที่ปวดไปอยู่ที่แก้มซ้าย ในโพรงไซนัส ตัว turbinate ไม่ปวดแล้ว ตัวรอบรูหูไม่ปวด อาการไม่คงที่ เย็นนี้รีบมาหาหมออีกที หมอบอกว่าเป็นหวัดเรื้อรัง เนื่องจากยังไม่ปวดเนื้อเยื่อ อยากให้ลองงดยาฆ่าเชื้อไปก่อน เลยให้ยา pumicot มาผสมน้ำเกลือล้าง ยาจะช่วยลดบวม ขยายรูในโพรงไซนัส ทำให้ล้างออกได้หมดจรด จะดีกว่าการพ่น dymista เพราะน้ำเกลือผสมยาวิ่งไปทั่งโพรงมากกว่า

การทดลองใช้ยาล้าง

  • รอบแรกล้างด้วยยาก่อน ปรากฏว่าเปลือง
  • รอบสองล้างด้วยน้ำเกลือเปล่าก่อนจนโล่งดี หลังจากนั้นค่อยเอายาน้ำเกลือล้างตาม ตอนล้างเมือกในโพรงไซนัสจะยังออกไม่เยอะ มันจะไหลเร็วใสๆ อาการแน่นในจมูกจะยังไม่หายไป
  • แต่หลังล้าง 2ชั่วโมง จะมีน้ำไหลออกจากจมูกซึม จึงไปล้างน้ำเกลือเปล่าอีกรอบ คราวนี้จะมีน้ำเมือกใหม่ และเมือกเก่าออกมา 
  • เมือกเก่าคือจะสีเข้มๆ และข้นเป็นก้อนๆ เมือกใหม่จะใสๆเหมือนน้ำมูกสีเหลือง




8 มิย
เมื่อคืนนอนหลับไม่สนิท ตื่นมาล้างจมูก น้ำเกลือเปล่า 2 รอบ และล้างน้ำเกลือยาตอนเช้าอีกรอบ วันนี้ทั้งวันน้ำมูกไหลตลอดทุก 1 ชั่วโมงต้องไปล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเปล่า แต่เป็นน้ำมูกใส ไม่มีน้ำเมือกเหลืองเลย อาการปวดไซนัสก้อไม่มี จมูกไม่ตัน คอไม่เจ็บ หูไม่เจ็บ ต้องเตรียมตัววางแผนไปล้างจมูกที่ทำงาน พรุ่งนี้ให้ได้แบบนี้อีก มีไข้ 37.5


9 มิย
ยาสวนล้างจมูกนี่ ถ้าล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเปล่าดีดี ไม่มีน้ำมูกค้าง เวลาโดนยาจะแสบวาบไปทั้งโพรงแก้มเลย แต่ถ้าล้างไม่หมด เวลาสวนยาจะเฉยๆไม่รู้สึกอะไร นั่งจามทั้งวัน แต่ไม่มีน้ำมูกเหลือง

10 มิย
ยังเพลียๆ เหมือนจะมีไข้อีกละ น้ำมูกไม่มีแล้ว ไม่จามแล้ว ไม่ไอแล้ว เช้าจึงไปทำงาน นั่งห้องแอร์ได้ครึ่งวัน บ่ายต้องลากลับ ปวดโพรงจมูกด้านซ้ายมาก เวียนหัวข้างซ้าย กลับถึงบ้าน รีบไปล้างจมูก รันน้ำเกลือเยอะๆ ได้ก้อนเหนียวสีเหลืองหลุดออกมา ไม่มีเมือกเหลืองใสแล้ว ไม่มีน้ำมูกใหม่ คาดว่าเป็นก้อนที่ค้างอยู่ด้านในลึกๆ ที่ยังล้างไม่หมด ถ้ายังไม่หายดี พรุ่งนี้อาจจะขออยู่บ้านเพราะล้างจมูกต้องใช้น้ำเยอะ ขนไปล้างที่ทำงานไม่สะดวก


11 มิย
วันนี้เอาน้ำเกลือมาล้างที่ทำงานด้วย ไม่อยากนั่งอยู่บ้านหลายวัน ค้นพบความรู้สึกใหม่ ว่า หากจมูกตันข้างซ้าย เราเอาน้ำเกลือเข้าข้างขวา ถ้าเราก้มหน้าเยอะ น้ำเกลือจะไปด้านหน้าผาก แต่ถ้าเราเอียงหน้าไปทางซ้ายแล้วเงยขึ้นนิดนึง น้ำเกลือจะไหลจากทางขวาไปทางซ้ายได้ลึกสุดๆ 
วันนี้ได้เมือกเหนียวเหลือง อีกก้อนใหญ่ๆ ตอนเที่ยง แปลว่าที่ล้างตอนเช้าๆ ไม่ค่อยจะเข้าไปในโพรงซ้ายซักเท่าไหร่

12 มิย
วันนี้อยู่บ้าน ทำงานจากที่บ้าน ตื่นเช้ามายังมีอาการปวดหน่วงๆ อยู่ตรง turbinate ลามไปถึงดั้ง ล้างจมูกปกติ แต่ตอนพ่นยา พบว่า รูจมูกซ้ายชา ลามมาที่แก้มชา เที่ยงเลยรีบไปหาหมอรุ้ง หมอดูแล้วบอกว่า รูปลักษณ์ของหนองและสีผิวยังไม่แย่ แต่ถ้าคนไข้รูกสสึกปวดและชา ตัวจะรู้ตัวเองดีที่สุด ดังนั้นถ้าคิดว่าชาและปวด อยากได้ยาฆ่าเชื้อจะจ่ายให้เป็นตัว darlfox และให้ pumicot มาเพิ่มอีก 10 หลอด หมอบอกว่าล้างมาดีแล้ว ล้างแบบนี้ต่อไป ล้างเยอะๆ เอะใจคำว่าล้างเยอะๆ กลับมาเลยล้างน้ำเกลือเปล่า แล้วตามด้วยน้ำเกลือยาทุกรอบ ตกเย็นอาการปวดหายไปเกือบหมด น่าจะเป็นเพราะวันนี้ ไม่โดนแอร์เย็น และมีเวลาล้างจมูกบ่อยขึ้น ยาที่ได้มาเลยยังไม่กิน เอาไว้รอดูอีกสักวัน เพราะถ้าเริ่มต้องกินนาน10วัน


13 มิย
วันนี้ทำงานจากบ้านอีกวัน การขนอุปกรณ์ล้างจมูกไปที่งานไม่สะดวกอย่างที่สุด ดังนั้นล้างที่บ้านดีสุด วันนี้เนื่องจากได้ยา pumicot มาถึง 10 หลอด อีกทั้งวันนี้ไม่มี น้ำมูกใหม่เลย จมูกแห้งแทบจะตลอดเวลา เลยผสมยากับน้ำเกลือ 1 ลิตรต่อ 1 หลอดแล้วล้างสดเลย ไม่ได้ใช้น้ำเกลือเปล่าล้างนำแบบวันก่อน 

การล้างจมูกที่ทำให้ มูกเหลือง (รอบนี้เรียกมูก ไม่ใช่เมือก เพราะมันสีขุ่นและเหนียวเป็น ขี้มูก) จากโพรงไซนัสซ้ายหลุดออกมาได้เยอะ เราต้องก้มหน้าขนาดพื้น หันเอียงหน้า 45 องศาไปทางขวา เอาโพรงซ้ายลงพื้น  จากนั้นดันน้ำเกลือเบาๆ เข้าไป ถ้าน้ำเย็น เราจะรู้สึกได้ว่าน้ำเกลือจะไกลไปที่หน้าผากก่อน แล้วค่อยไหลเข้าโพรงแก้มด้านซ้าย ก่อนที่ มูกจะไหลหลุดออกมา แบบง่ายๆ แต่ปัญหาคือถ้าก้มหน้ามากเกินไป จะมีอาการหูอื้อ เหมือนน้ำเข้าหู เลยเกิดความสงสัย

ถาม AI ว่า โพรงไซนัสมีกี่โพรงกันแน่ ได้ความว่าแบบนี้

โพรงไซนัสมี 4 จุดหลัก:

  1. Frontal sinus (หน้าผาก)

  2. Maxillary sinus (แก้ม) ← ของคุณอักเสบข้างซ้าย

  3. Ethmoid sinus (ระหว่างตา)

  4. Sphenoid sinus (ลึกในโพรงจมูก)

โดยโพรงที่มีการอักเสบคือ โพรงแมกซิลลา (แก้ม) มีตำแหน่งรูระบาย (ostium) อยู่ด้านบนของโพรง  ดังนั้น "น้ำจะไม่เข้า-ออกง่าย" ถ้าศีรษะตั้งตรง


ข้อควรระวังในการใช้ท่าก้มลึก:
  • ระวังน้ำเกลือย้อนเข้าหู ถ้าล้างแรงเกินไป

  • ถ้าเกิดหูอื้อ หรือเวียนหัว → ให้เปลี่ยนท่ากลับมาที่ปลอดภัยกว่านี้

  • หากมี “แรงดันในหูชั้นกลาง” หรือประวัติหูอักเสบง่าย → ควรแจ้งแพทย์ก่อนใช้ท่านี้ต่อเนื่อง






มูกที่ออกมา มันจะออกมาเป็นก้อนกับน้ำเกลือใสๆ แบบนี้เลย ไม่มีเมือกวุ้นๆ แบบแป้งออส่วน ตีความได้ว่า ไซนัสแห้งแล้ว ที่ออกมาคือของเก่า ที่มันขังอยู่ด้านในลึกๆ ลองเทียบกับรูปแรกบนสุด จะเห็นว่ามูกเหลืองออกมาพร้อมกับเมือกเหลืองและจะออกมาเป็นกองๆทุก2ชั่วโมง ช่วงแรกๆนี่ล้างเท่าไหร่ก้อไม่หยุดมาตลอด ความแปลกคือรอบนี้อักเสบด้านขวาพร้อมกับด้านซ้าย แต่เพราะข้างซ้ายอ่อนแอกว่าเลยเป็นหนักกว่า ก้อนมูกที่เห็นนี้ได้จากข้างขวา

ทำให้ต้องนั่งนึกย้อนกลับไป วันที่3ไปตัดต้นไม้โดยไม่ได้สวมหน้ากาก ต้นมะเหมี่ยวมีเกสรกำลังออกสะพรั่ง ความเป็นไปได้ที่จะสุดเอาเกสรแล้วแพ้ เพราะมันอักเสบที่ไซนัส maxillary ส่วนลึกที่ปกติไม่เคยเป็น ต่อไปต้องระวังตัวเองให้มากกว่านี้




14 มิย
หลังจากใช้น้ำเกลือยาผสมสูตรเข้มข้นขึ้น750ccต่อpumicot 1mg เจลลี่แบร์หลุดออกมา2ตัว ข้างซ้ายตัว ข้าวขวาตัว อาการปวดก้อดีขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้ตัดสินใจไม่กินยาฆ่าเชื้อ อาการปวดชาวันก่อนคือ เจลลี่แบร์มันไปกดด้านในจนชาเพราะมันก้อนใหญ่ ล้างด้วน้ำเกลือธรรมดาไม่หลุดง่ายๆ ที่หลุดเพราะอยู่บ้านล้างถี่ๆ แต่การล้างถี่ๆ ก้อไม่ดี เสียงเปลี่ยน บ่งชี้ว่าล้างมากไป

15 มิย
ไม่เจ็บจมูกแล้ว แต่ยังมีปวดรอบรูหูบ้าง

16 มิย
ไม่มีอาการเจ็บจมูก ไม่ปวดแก้ม ไม่ปวดหู ไม่มีน้ำมูกเลย ล้างแล้วโล่งตลอด แต่ยังรู้สึกจมูกตีบๆข้างซ้ายตรง turbinate อยู่



17 มิย
วันนี้ไปพบหมอ ENT รามา ติดตามการอุบัติซ้ำของมะเร็ง ด้วยการส่องกระจกดูหลังโพรงจมูก ไม่พบการเกิดโรคซ้ำ ถือว่ารอดไปอีก 6 เดือน

กลับบ้านมาคุยกับ chtGPT เรื่องการล้างคอหอยด้วยน้ำเกลือ 



18-20 มิย
ล้างจมูกผสม pumicot เช้าเย็น ลดรอบการล้างลงมาปกติ คือเช้าตื่นนอน และเย็นหลังกลับจากทำงาน ไม่ได้ล้างก่อนนอนเพราะ น้ำเกลือในโพรงจมูกไหลออกไม่หมดเวลานอนแล้ว ค้างในหัวไหลย้อนเลอะเทอะ ช่วงนี้หูดังกุบกับทุกวัน มีอาการตึงๆ ในโพรง maxilary บ้าง แต่แปลกตรงที่เป็นสลับซ้ายบ้างขวาบ้าง ตีความได้ว่า ไม่เกี่ยวกับผลของการฉายแสง

21 มิย
เช้านี้มีน้ำมูกบ้าง แต่เป็นมูกใสปกติ น่าจะเพราะอากาศเย็นจากแอร์ ล้างออกแล้วปกติ อาการตึงๆใน maxilary น้อยลงจนแทบไม่รู้สึกแล้ว อาการหน่วงๆ ตรง turbinate น้อยลงจนต้องสังเกตเยอะ ถึงจะรู้สึก อาการจมูกตันไม่ค่อยมีแล้ว อาจจะเป็นผลของผ้าพันคอ ที่ทำให้จมูกอุ่น ต้องลองบันทึกต่อไป เท่ากับล้างจมูกรวม 14วันกว่า turbinate จะยุบปกติ


22-30 มิย
อาการทรงๆ ค่อนไปทางดี มีปวดไซนัส maxilary บ้างแต่น้อยลงไปเยอะ ยังคงมีรำคาญและกดปวดตรง turbinate รำคาญเหมือนมีแผลด้านใน ความรู้สึกเหมือนมีอะไรติดอยู่อยากเอามือไปแกะออก

1 กค
ช่วงนี้หูดีที่สุดเลย ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่แน่น ล้างคอไม่มีเมือกเหลืองเยอะ มีบ้างบางส่วน
แต่เสียงวี๊ดยังดังตลอดเวลา 24 ชั่วโมง แต่ก้อเบาลงไปเยอะ พอจะนอนหลับสบายไม่รำคาญ

6 กค
เริ่มมีน้ำลาย ขากติดเหลืองนิด จากหลังคอ

7 กค
มีน้ำลายเหลืองเขียวจากหลังโพรงจมูก น่าจะติดเชื้อ แต่คอไม่เจ็บ หูไม่เจ็บ กลั้วคอไปก่อน1วัน รีบนอนพัก

8-9 กค
เจ็บคอ แต่เสมหะเหลือเริ่มใส น้ำมูกเริ่มเยอะ การ์มินบอกว่า HRV ตกเหลือ 33 จากค่าเฉลี่ย 37 แปลความว่าไม่สบาย พักวิ่งพักเดิน แล้วรีบนอนเยอะๆ กินยาแก้แพ้ ติดกันสามวัน 7/8/9 ยาแก้แพ้ช่วยเรื่องจมูกบวมตันได้ดีพอสมควร

10-11 กค
เสมหะเริ่มลดลง สีเหลืองใส ไม่ข้น ไม่เขียวแล้ว อาการง่วง น้อยลง มีแรงมากขึ้น การ์มิน HRV กลับมาที่ 36 แล้ว เริ่มกลับมาเดินออกกำลังตอนเย็นใหม่

18 กค
วันนี้ปากแห้งมาก แห้งมาสองวันแล้ว แห้งแบบแห้งผาก แต่เป็นอาการเหมือนปกติย้อนไปปีก่อนเลย เหมือนในปาก ในจมูกจะไม่มีเมือกอะไรเหลือแล้ว จมูกก้อเริ่มไม่ตัน แต่ turbinate ยังรู้สึกเหมือนมีแผลอยู่ หูมีเสียงวี๊ดดังมาก ลิ้นเค็มเยอะ 
แต่ก้อมีจุดเปลี่ยนแปลกคือ เริ่มอยากกินอาหาร กินข้าวแล้วเริ่มรู้สึกอร่อย ทั้งสองมื้อเลย จะเรียกว่าปกติแล้วไหมนะ

.

Friday, June 6, 2025

เป้าหมายการฟื้นฟูร่างกาย



รอบนี้น่าจะหายติดเชื้อแล้วคงต้องมาฟื้นฟูร่างกายจริงจัง ดูแล้วภูมิทำงานไม่ค่อยดีเลย



ตั้งเป้าหมายจากวันนี้จนถึงสิ้นปีคือ

👉 เพิ่มน้ำหนัก

👉 ไม่กินอาหาร UPF

👉 เลือกอาหารแบบ Low GI (ดัชนีน้ำตาลต่ำ)

เป้าหมายนี้ช่วยลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และทำให้ร่างกายใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

เดินออกกำลังวันละ 30นาที พร้อมท่ายืดเหยียด


 🔥 สรุปประเด็นร้อน: เพิ่มน้ำหนัก โดยไม่พึ่ง UPF

❌ อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง (UPF ที่มักเจอ)

-ไส้กรอก แฮม เบคอน

-ขนมขบเคี้ยว ขนมกรุบกรอบ

-น้ำอัดลม เครื่องดื่มผสมน้ำตาล

-อาหารแช่แข็งสำเร็จรูป (พาสต้า เบอร์เกอร์ กล่องแช่แข็ง)

-ขนมปังขาว ขนมเค้ก คุกกี้จากร้านสะดวกซื้อ


🍽 แนวทางกิน Low GI + ไม่ใช่ UPF + เพิ่มน้ำหนัก

🥣 แหล่งคาร์โบไฮเดรต Low GI:

ข้าวกล้อง, ข้าวไรซ์เบอร์รี่

ข้าวโอ๊ต (แบบ steel-cut)

มันเทศ, ฟักทอง

ขนมปังโฮลวีทแท้ 100% (ทำเองยิ่งดี)

ถั่วต่าง ๆ (ถั่วแดง, ถั่วลูกไก่, ถั่วเขียว, ถั่วดำ)

ควินัว


🥚 แหล่งโปรตีนธรรมชาติ:

ไข่, อกไก่, ปลา, เต้าหู้, ถั่วเหลือง

โยเกิร์ตรสธรรมชาติ (ไม่หวาน)

เวย์โปรตีน (แบบไม่มีน้ำตาล/รสชาติ)

ใช้ธัญพืชไม่ขัดสี

กล้วย+นม+เนยถั่ว (แบบไม่มีน้ำตาล)


🥑 ไขมันดี:

อะโวคาโด, เมล็ดแฟลกซ์, น้ำมันมะกอก, น้ำมันมะพร้าว

งาคั่ว

ถั่วเปลือกแข็ง เช่น อัลมอนด์ เม็ดมะม่วงหิมพานต์

ใช้ไขมันดีแทนเนยเทียม/มาการีน


🧾 เมนูตัวอย่าง 1 วัน: Low GI + Clean + เพิ่มน้ำหนัก

เช้า ข้าวกล้อง 1 ถ้วย + ไข่ดาวน้ำ 2 ฟอง + อะโวคาโดหั่น + กล้วยหอม

ว่างเช้า ข้าวโอ๊ตต้มใส่นม + ถั่วแดงต้ม

กลางวัน ข้าวไรซ์เบอร์รี่ + อกไก่ย่าง + ฟักทองนึ่ง + แตงกวา

ว่างบ่าย โยเกิร์ตรสธรรมชาติ + อัลมอนด์ + กล้วย

เย็น มันเทศนึ่ง + ปลาย่าง + ไข่ต้ม + ผักนึ่ง

ก่อนนอน นมอุ่น + เนยถั่วธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ


🍴ตัวอย่างเมนูอาหารเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
    ข้าวกล้อง ต้มซุปไก่มะเขือเทศ ปลานึ่งซีอิ๊วใส่ขิงและเห็ดหอม ฝรั่ง 
ต้มซุปไก่มะเขือเทศ
    •    เนื้อไก่ เป็นแหล่งของโปรตีนและสังกะสี ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
    •    มะเขือเทศ มีวิตามินซี ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และมีไลโคปีน ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย  
    •    แคร์รอต มีวิตามินและเบต้าแคโรทีนสูง ต้านการอักเสบ ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
    •    หอมหัวใหญ่ มีสารเควอซิทิน (Quercetin) มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยบรรเทาอาหารหวัด คัดจมูก
ปลานึ่งซีอิ๊วใส่ขิงและเห็ดหอม
    •    เนื้อปลา เป็นแหล่งของโปรตีนและสังกะสี ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
    •    เห็ดหอม มีเบต้ากลูแคน ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน
    •    ขิง มีสารจินเจอรอล (Gingerol) มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ  กระตุ้นภูมิคุ้มกันให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
ฝรั่ง มีวิตามินซีสูง เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

.

Thursday, June 5, 2025

โปรดอย่าเป็น… โรคกตัญญูเฉียบพลัน 🥀

 


https://www.facebook.com/share/p/16HyBrjiog/

โปรดอย่าเป็น… โรคกตัญญูเฉียบพลัน 🥀


“คนอยู่ไกล”… มักมีความรู้สึกผิดอยู่ลึก ๆ

วันเวลาผ่านไป… เห็นพ่อแม่แก่ลงผ่านรูปถ่าย

ได้แต่โทรศัพท์บ้าง เงียบหายบ้าง


แต่ในวันที่ได้ยินข่าว… “พ่อไม่สบาย” หรือ “แม่ป่วยหนัก”

ความรู้สึกผิดก็โถมเข้าใส่

รีบวิ่งกลับมา… พร้อมกับ “ความกตัญญูเฉียบพลัน” ที่มาเต็มเปี่ยม


อยากรักษาทุกอย่าง อยากยื้อทุกนาที

แม้กระทั่ง “ต้องต่อเครื่องช่วยหายใจ” ต้องทำ “การฟื้นคืนชีพ” (CPR)

แม้ความจริง… พ่อแม่เองอาจไม่ได้ต้องการอะไรนอกจาก ความสงบในบั้นปลาย


 🧠 ความจริงทางการแพทย์:

งานวิจัยทางเวชศาสตร์ผู้สูงวัยระบุว่า

การยื้อชีวิตในผู้ป่วยสูงวัยระยะท้าย (End-of-life)

มักส่งผลให้เกิดความทุกข์ทรมานทางกายและจิตใจมากขึ้น

ทั้งจากเครื่องช่วยหายใจ การสวนสาย การกดหน้าอก

โดยไม่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น


อย่าให้ความรู้สึกผิดตอนท้ายทาง…

กลายเป็นการยืดเวลาความทรมานของคนที่เรารัก


คนที่อยู่ใกล้… ที่เห็นพ่อแม่เจ็บปวดเรื้อรังมาเป็นปี ๆ

เขาไม่ได้หมดรัก… ที่เขาไม่อยากยื้อ

เขาเพียงแค่อยากให้ท่าน จากไปอย่างสงบ ไม่เจ็บ ไม่ทุกข์


 ✨ “การดูแลที่ดีที่สุดในวาระสุดท้าย” คือ

การตั้งผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient-Centered Care)

ฟังเสียงของเขา… ไม่ใช่เสียงของความรู้สึกผิดของเรา


 📚 แนวคิด Palliative Care (การดูแลแบบประคับประคอง):

เน้นการดูแลรักษาความสุขสบาย ไม่ยื้อชีวิตด้วยเทคโนโลยีอย่างไร้เป้าหมาย

แต่ให้การจากลาเป็นไปอย่างสงบ มีศักดิ์ศรี และมีความรักโอบล้อม


บทเรียนที่อยากฝาก…

 • ก่อนจะตัดสินใจยื้อชีวิต ถามใจตัวเองสักนิด:

ท่านอยากอยู่… หรือเราอยากให้ท่านอยู่เพราะเรายังไม่พร้อมเสียเขาไป?

 • ก่อนจะรักษาเต็มพิกัด ถามหมอสักนิด:

รักษาเพื่อหายจริง หรือรักษาเพื่ออยู่ต่ออย่างทรมาน?

 • ก่อนจะสั่ง CPR ยื้อชีวิต

ถามตัวเองด้วยหัวใจ:

ท่านจะได้กลับบ้าน หรือได้แค่นอนกับเครื่องมือเต็มตัวใน ICU ?


พ่อแม่ทั้งชีวิต… ไม่เคยขออะไรมากกว่าความสุขของลูก

ในวาระสุดท้าย… ท่านก็ไม่ขออะไรมากกว่าการจากไปอย่างสงบเช่นกัน 🕊️


รักให้ถูก รักให้พอดี

อย่าให้ “ความกตัญญูเฉียบพลัน”

ทำให้คนที่เรารัก ต้องเจ็บจนถึงนาทีสุดท้าย


#หมอเก่ง

#โรคกตัญญูเฉียบพลัน

#วาระสุดท้ายอย่างสงบ

#PalliativeCare

#รักที่ไม่ทำให้เจ็บ

#ฟังนะ


ด้วยรัก


นพ.เก่งพงศ์ ตั้งอรุณสันติ (หมอเก่ง)

อายุรแพทย์

โรงพยาบาลผู้สูงอายุและศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู Chersery Home International


🏥 สอบถามรายละเอียด / นัดหมาย 👇🏼

☎️ 𝐓𝐞𝐥 : 𝟬𝟴𝟰𝟮𝟲𝟰𝟮𝟲𝟰𝟲

💚 𝐋𝐢𝐧𝐞 : https://lin.ee/M3iUqHe

📲 𝗜𝗚 : instagram.com/cherseryhomehospital

🌐 𝐖𝐞𝐛𝐬𝐢𝐭𝐞 : www.cherseryhome.com

📱 𝗧𝗶𝗸𝘁𝗼𝗸 : https://www.tiktok.com/@cherseryhomeofficial

Sunday, May 25, 2025

NPC ตอนที่ 46 ติดเชื้ออีกแล้ว รอบนี้ 50วัน

 25 พค

จากวันที่ 5 เมษา ถึงวันนี้คือ 50 วัน กลับมาติดเชื้ออีกแล้ว แต่รอบนี้ไม่รุนแรง น่าจะติดเชื้อตั้งแต่สองอาทิตย์ก่อนด้วยซ้ำ จุดสังเกตุคือ ตอนเช้าขาก น้ำมูกหลังคอ ได้น้ำมูกออกมาผสมกับก้อนสีเหลืองแกมเขียว ลักษณะไม่เหมือนเสมหะแต่เป็นเหมือนเมือกน้ำเหลืองสะสมจับตัวกันเป็นก้อนมากกว่

ตอนเย็นจึงรีบไปหาหมอกลัวว่าจะติดเชื้ออีก และก็เป็นอย่างที่คิดคือมีน้ำเมือกเหลืองและผนังจมูกแดง หมอให้ยาซิโทแมก บอกว่าลองเปลี่ยนกลุ่มยาดูบ้างเพราะอาการไม่รุนแรง อาจจะเป็นเชื้อที่หลงเหลือจากกลุ่มยารอบที่แล้วที่แล้วไม่รองรับ กินครั้งละสองเม็ดจำนวนสามวัน แล้วอาทิตยห์ลองสังเกตอาการใหม่





วันนี้ต้องส่องกล้องสองรอบ รอบแรกใช้กล้องแบบท่อเหล็ก เสียบเข้าไปเจ็บมาก จนร้องขอให้หมอช่วยเปลี่ยนเป็นท่ออ่อน กล่องท่อเหล็กเวลาหมองัดเพื่อหามุมส่องมันจะไปเบียดเนื้อเยื่อทีบวมแล้วเจ็บแบบเหมือนกดแผลที่เป็นหนอง

หมอแจ้งว่ากล้องมีสองแบบ แบบท่อเหล็กจะเหมาะกับการสอดแบบสองข้างเพื่อตัดชิ้นเนื้อหรือดูดแผลดูดหนอง ส่วนท่ออ่อนจะทำได้แค่ดูอย่างเดียว

ตกค่ำส่องหู หูปกติ ไม่แดงไม่มีน้ำ


จมูกข้าง Right 





จมูกข้าง Left
จะเห็นเมือกเหลืองตรงปลายท่อปรับแรงดัน เมือกเหลืองนี้ที่พยายามล้างทุกวันไม่ให้มีอะไรไปอุดแล้วหูเป็นน้ำนี่เอง แต่ผนังแดงมากเลย หมอแจ้งว่ายังไม่เห็นมะเร็งนูนๆ น่าจะติดเชื้อแค่นั้น




26 พค

เช้านี้เมือกเหลืองใสหนา ออกมาเยอะมากขึ้น ลักษณะเป็นกระจุกสีเข้มเหมือนวุ้น แต่ไม่เป็นสีเขียว 

ค่อนข้างมั่นใจว่า ถ้าให้เดาจากอาการตัวเองคือเป็นน้ำจากในหูไหลลงมา เพราะหูมีอาการปวดกล้ามเนื้อตึงๆรอบรูหูมาหลายวันแล้ว คงเป็นอาการอักเสบแบบไหนสักอย่าง ประกอบกับช่วงนี้ไม่ค่อยได้ใส่หมวก  เนื่องจากอากาศร้อน แต่พอมีฝนตกทำให้อากาศเย็นแบบไม่รู้ตัว ทำให้ลืมใส่หมวกหลายครั้ง มีอาการเจ็บตึงเพิ่มขึ้นที่รูท่อปรับแรงดัน ตรงกับอาการเมือกเหลือง

การล้างน้ำเกลือช่วงหลังๆ ก้อหย่อนยาน ล้างแค่คอไม่ได้หงายเยอะให้ถึงท่อปรับแรงดัน เช้านี้ เงยหน้าเยอะๆเหมือนที่เคยทำ ได้น้ำเมือกเหลืองออกมาอีกพอสมควร

28 พค

กินยาครบไปแล้ว3รอบ เช้านี้ น้ำมูกเมือกใสๆจากไซนัส ลดลงแทบไม่มีแล้ว อาการปวดรอบรูหูหายแล้ว ปวดturbinate หน่วงลดลง แต่ยังเหมือนมีอะไรตันอยู่บางครั้ง เมือกเหลืองหลังคอหายไปแล้ว 

29 พค

ปวดตึงๆรอบหู กลับมาอีกแล้ว แต่ยังสังเกตุน้ำมูก ลักษณะน้อยลงไม่เป็นเมือกวุ้นใหญ่ๆ ไม่พบเจอเมือกเหลือง  หูมีอาการกุบกับเวลาหายใจ มีเสียงวีดกลับมาชัดเจน

หมายเหตุ

  • เมือกวุ้นคือน้ำมูกจากโพรงไซนัส แต่มาเยอะๆ จับเป็นกองๆ ส่วนมากจะเจอตอนแพ้อากาศรุนแรง
  • เมือกเหลืองคือเซรั่ม จากโพรงหู ไหลผ่านท่อปรับแรงดันจะไหลออกมาเป็นแผ่นๆ หรือเป็นริ้วๆ ปะปนในน้ำมูกหลังคอ

วันนี้ไปพบหมอฉายแสงด้วย 

  • หมอคลำต่อมน้ำเหลืองบอกว่ายังไม่เจอก้อนโต พังผืนแถวๆคอถือว่าน้อยๆมาก เมื่อเทียบกับคนอื่น
  • ค่าไทรอยด์ยังปกติ แต่ต้องติดตามต่อไป โดยมากเกือบทุกคน หลังฉายแล้ว ต่อมไทรอยด์จะมีอาการฟ่อลงเพราะแสงรังสี ผลกระทบคือต่อมไทรอยด์จะผลิตฮอร์โมนลดลง และต้องกินยาไปตลอดชีวิต
  • แจ้งคุณหมอเรื่องหูอักเสบ จมูกอักเสบ หมออธิบายว่าเป็นผลจากรังสีไปฉายโดนท่อปรับแรงดัน ทำให้ท่อบี้แบนและทำให้น้ำระบายไม่ออก

ข้อมูลเสริมจากอินเตอร์เน็ต

  • รังสีทำลายเซลล์ผลิตฮอร์โมนในต่อมไทรอยด์ และเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงต่อม ทำให้การผลิตฮอร์โมน T3/T4 ลดลง
  • ปริมาณรังสีเฉลี่ย (Mean Dose) ที่ต่อมไทรอยด์ ≥ 45 Gy เพิ่มความเสี่ยงภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ
  • ตรวจเลือดวัด TSH, Free T4 ทุก 6–12 เดือน นานถึง 5 ปี หลังรักษา หากพบ TSH สูง (>4.5 μIU/mL) ร่วมกับ Free T4 ต่ำ ให้เริ่มฮอร์โมนทดแทนทันที
  • อัตราการเกิดภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ
    • 34.8% ใน 12 เดือนหลังรักษา
    • 28.6% ใน 24 เดือนหลังรักษา
    • 19.1% ใน 10 ปีหลังรักษา
  • สังเกตอาการต่อไปนี้ เหนื่อยง่าย น้ำหนักขึ้น ทนหนาวไม่ได้ ผิวแห้ง ซึ่งเป็นสัญญาณไทรอยด์ทำงานต่ำ

30 พค
ปวดจมูกหนักขึ้น ปวดหูร่วมด้วย บ่ายรีบไปหาหมอ หมอให้ยาเดิมมากินอีก1ชุด หมอบอกว่าปกติกิน3วัน จะมีผลทำงาน5วัน ยังพอกินซ้ำตัวเดิมได้

2 มิย

กินยาชุด2 หมดไปแล้วเมื่อวานเย็น วันนี้น้ำมูกลดลงไปเยอะ ล้างจมูกแล้วเหลือไม่เยอะ แต่ยังมีปวดหูนิดๆ ปวด turbinate ตึงๆ แต่เริ่มไม่รำคาญติ่งจมูกตันเท่าไหร่แล้ว ประมาณว่าบวมน่าจะลดลง ไม่มีเมือกเหลืองแล้ว ล้างคอก้อไม่ค่อยมีเมือกเหนียวค้าง


5 มิย

วันนี้ไม่ค่อยปวดหูแล้วเหลือตึงๆรอบหูนิดหน่อย ไม่ปวดจมูกด้วย แต่ยังแน่นรูจมูกด้านใน ไม่มีน้ำมูกแล้ว ไม่มีเมือกเหลืองแล้ว น้อยจนลืมล้างจมูกตอนเช้า





.

Saturday, April 5, 2025

NPC ตอนที่ 45 สิ้นสุดการเดินทางแบบปลอดเชื้อ 4 เดือน

 5 เมษา

สิ้นสุด ระยะทางปลอดเชื้อ 138 วัน นับจาก 19พย

เย็นวันนี้ เสมหะเขียวเรียบร้อย

มีอาการปวดหู หน่วงๆชัดเจน อาการเจ็บคอยังเหลือนิดหน่อย

แต่รอบนี้รู้ว่าติดเชื้อเพราะติดหวัด ยังคิดว่าขั้นตอนที่ทำยังใช้ได้



6 เมษา

วันนี้เริ่มเขียวเข้มมากขึ้น หลักๆ เหมือนจะมาจากไซนัสด้านซ้าย เจ็บแถวๆ ท่อยูสเตเชียน ลามไปที่กล้ามเนื้อรอบรูหู อาการนี้เหมือนย้อนไปเดือน มกรา ปีที่แล้ว ที่ตายใจไม่ได้รีบไปหาหมอ ดังนั้นวันนี้ตอนเย็นจึงรีบไปหาหมอ สรุปความเห็นตรงกันว่าไม่รอด เอายาไปกิน แต่รอบนี้หมอบอกว่า หูแห้งเชื้อไม่ลามเข้าหู ดูสภาพไม่แย่ เหมือนปีที่แล้วนะ เอา darflox ไปกิน 10 วัน ดูแลตัวเองต่อไป

ครั้งล่าสุดที่กินคือ 19 พย ระยะห่างคือ 138วัน มากที่สุดที่ทำได้



7 เมษา
กินยาได้1วัน วันนี้เสมหะจับตัวเป็นก้อนขุ่นๆแข็งๆ

8 เมษา
วันนี้ เสมหะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองก้อนขุ่น ยังมีอาการเจ็บคออยู่ 

9 เมษา
วันนี้ อาการเจ็บลดลงแล้ว ตรงตามตารางที่เคยกินคือ 3วัน อาการเจ็บต้องหาย ที่ผ่านมา ถ้าไม่หาย อนุมานได้ว่า ยาไม่ได้ผล ต้องรีบคิดว่าจะทำอะไรต่อ อาการเจ็บพอลดลง พอจะสามารถจี้ได้ว่าเจ็บที่จุดปลายท่อ ยูเสตเชียนเลย แปลว่ามันอักเสบจุดเดิมๆ ตลอด

ส่วนเสมหะเปลี่ยนจากเหลืองก้อนขุ่นเป็น เหลืองใส เริ่มจินตนาการเอาเองว่า ถ้าเปรียบเป็นแผลสด เสมหะเหลืองรอบแรกๆ น่าจะเหมือนกับน้ำเหลืองรอบแผล พอทิ้งระยะเริ่มเป็นหนองขุ่น พอกินยาฆ่าเชื้อ หนองหาย แต่แผลยังไม่หายเลยมีน้ำเหลืองไหลประปราย เด่วไปหาข้อมูลมาประกอบการจินตนาการ

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก gemini
  • สีเขียว: มักเกิดจากเอนไซม์ myeloperoxidase ที่สร้างจากเม็ดเลือดขาวนิวโทรฟิล ซึ่งบ่งชี้ถึงการต่อสู้กับการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • สีเหลืองขุ่น: ยังคงมีเม็ดเลือดขาวที่ตายแล้วและสารคัดหลั่งอยู่ แต่ปริมาณเชื้อแบคทีเรียอาจลดลง
  • สีเหลืองใส: บ่งชี้ว่าการอักเสบลดลง และอาจมีเมือกปกติมากขึ้น
  • สีใส: โดยปกติเสมหะจะมีสีใส

  • 10 เมษา
    คอยังเจ็บอยู่ เสมหะมีสีเหลืองเข้ม แต่น้อยลงเหลือแค่ก้อนละ1-2มิล ต้องคอยนวดคอให้ก้อนเมือกหลุดออกมาง่ายขึ้น


    11 เมษา
    วันนี้เสมหะขาวแล้ว คอเจ็บน้อยลง แต่ยังมีอาการเจ็บรอบหูอยู่บางจังหวะ อาการเจ็บคอส่วนใหญ่คือมีก้อนเสมหะติดที่ปลายท่อ ต้องล้างจมูกแบบให้ไหลลงหลังคอ จะมีก้อนเสมหะแข็งๆสีเข้มๆหลุดออกมาชิ้นเล็กๆ


    12เมษา
    คอไม่เจ็บแล้ว

    2 พค
    น้ำลายผนังคอมีสีเขียว ปากเป็นแผลร้อนใน
    คันตามาก จนต้องกินยาแก้แพ้
    อาจจะเพราะลางานไป รพ และเมื่อวานเป็นวันหยุดจึงไม่ได้กลั้วน้ำเกลือบ่อยๆ 
    จมูกด้านซ้ายบวมตุ่ยๆ

    3 พค
    น้ำลายผนังคือมีปริมาณสีเขียวน้อยลง 
    พยายามกลั้วคอให้ลึกด้านใน

    5 พค
    เช้ามา น้ำลายจากผนังจมูกไม่เขียวแล้ว
    หมายเหตุ น้ำลายผนังคอมันจะเหนียวติด ต้องใช้แรงขากเยอะ แต่น้ำลายผนังจมูก จะขากเหมือนสั่งน้ำมูก บางครั้งตัวที่เหนียวแห้งมันจะไม่ออกมาให้เห็น แต่เมื่อคืนล้างจมูก จึงคิดว่าน่าจะไม่มีแล้ว

    11 พค

    จมูกส่วน inf turbinate บวม เจ็บหน่วงๆ ตุบๆ มาหลายวัน ไปหาหมอ ได้ยาใหม่ dymista มาลองใช้ หมอยังไม่ให้ยาฆ่าเชื้อ ลองล้างพ่นจมูกไปก่อน




    12-17 พค
    มีน้ำมูกค้างในจมูกเยอะ เหมือนอาการแพ้ตลอดเวลา ต้องล้างจมูกเช้าเย็นเพื่อให้จมูกไม่ตัน หายใจโล่ง

    18-23 พค
    อาการน้ำมูกเยอะเริ่มลดลง ล้างจมูกได้ง่ายขึ้น อาการปวดยังมีอยู่ แต่ปวดน้อยลง เหลือปวดตึงๆแทน

    24 พค

    จมูก turbinate ยังปวดตึงเล็กน้อย เอาไฟส่องดู อาการบวมเหมือนจะลดลง แต่ยังหายใจขัดๆตันๆอยู่ 


    .

    Thursday, February 20, 2025

    NPC ตอนที่ 44 ติดตามอาการเดือน กพ และ มีนา

     20 กพ

    วันนี้มีนัดกับหมอคีโม หมอเช็คค่าเลือดไทรอยด์ปกติแต่ค่สไตสูง 1.13 จากรอบก่อนเดิมอยู่ที่ 0.99 


    21 กพ

    คันเหมือนแพ้ฝุ่น ยิบๆ ไปทั่วหย่อมๆ แต่ไม่ได้คันเฉพาะจุดเหมือนตอนปีก่อน ไม่ได้กินยาเพราะไม่ได้แพ้แบบมีน้ำมูก


    22 กพ

    ผลตากแพ้ฝุ่น วันนี้จมูกบวมตัน หายใจไม่ถนัด ต้องจัดยาแก้แพ้ด่วนๆ อาการแบบนี้ต้องกินสองวัน ถ้าช้ากว่านี้ มักจะมีน้ำในหูมา



    26 กพ

    เช้านี้อากาศเย็น 24องศา หล่นวูบจากเมื่อวาน 29องศา ตื่นมาจมูกตัน รีบล้างจมูก + พ่นยา +ใส่หมวกไหมพรม ตอน 0700 จมูกโล่งละ ไม่รู้หมวกช่วยได้แค่ไหน แต่จากการลองหลายๆ รอบ ช่วยได้เลย 

    อาการที่มีคือมีเสียงในหูแป๊ะๆๆๆ แต่ไม่มีเสียงกุบกับ ไม่มีเมือกหู จากการบันทึก พอจะสรุปได้ว่า เสียงแป๊ะๆ จะมาตอนอากาศเย็น ส่วนเสียงกุบกับ จะมาตอนแพ้ฝุ่น แต่ทั้งสองอย่างสร้างเมือกหูได้เหมือนกัน การใส่หมวกลดการสร้างเมือกหูได้ ทำให้มีเวลาระบายออกมาตอนแปรงฟัน


    28 กพ

    ตื่นเช้าจมูกบวมที่เดิม ตันด้วย รีบล้างจมูก บีบน้ำเบาๆ น้ำไม่ทะลุออกมา ถ้าเป็นเมื่อก่อนใช้หลอดฉีดยา คงบีบดันมันเข้าไป แต่ตอนนี้ถ้ามันบีบไม่เข้า ให้เอาน้ำออกข้างเดิม แต่ทำซ้ำๆ จนมันละลายแล้วไหลโล่งอีกข้าง จะใช้น้ำเยอะกว่าก่อน แต่น้ำไม่ค้างในหู จากนั้นพ่นยา และแถมด้วย อิลิอาดิน ใช้เวลาไม่นานจมูกบวมยุบ หายใจโล่ง กินยาแก้แพ้ไป 1เม็ด


    2มีค

    วันนี้หูปกติแล้ว ไม่มีน้ำ ไม่ปวด ไม่ดังวี้ด ไม่มีเสียงแป๊ะ มีเสียงกุบกับ บางจังหวะ ตามเวลากลืนน้ำลาย แต่ไม่รุนแรง  อาการพวกนี้ ถ้ามาเร็วแล้วจัดการไว จะหายไปค่อนข้างเร็ว

    7มีค

    ตื่นเช้ามาจมูกตัน เลยล้างจมูก แต่ดูแล้วไม่บวม เลยไม่ได้พ่นยา ถ่ายรูปหูแล้วไม่มีน้ำขัง อาการอื้อไม่มี แต่มีเสียงวี๊ด ตลอดเวลา


    12มีค

    วันนี้มีเสียงแป๊ะๆ ในหู และมีหูกุบกับเล็กน้อย หูยังไม่อื้อ  ฝุ่นวันนี้ PM2.5 = 9 แปลว่าไม่เกี่ยวกับฝุ่น ดังนั้นเฝ้าระวังไปก่อน ยังไม่คันตัว


    16 มีนา

    เมื่อวานไปกินข้าวเดินไบเทค แอร์เยนลงหัว ไม่ได้ใส่หมวก เช้านี้ตื่นมา จมูกตัน รีบล้างจมูกช่วยได้พอสมควร

    วันนี้ครบ4เดือน ไม่ติดเชื้อหูไม่อื้อ เรามาลองทบทวนอาการและสาเหตุกันอีกรอบ

    • สาเหตุของการติดเชื้อหลักๆน่าจะมาจาก อาหารหมักหมมที่ลำคอด้านใน ซึ่งต้นเหตุมาจากน้ำลายเหนียวข้น การใช้น้ำเกลือกลั้วล้างคอบ่อยๆ ช่วยจุดนี้ได้มาก
    • สาเหตุของการมีน้ำในหูหลักๆน่าจะมาจาก ไซนัสอักเสบและสะสมน้ำเข้าไปที่หูชั้นใน สังเกตุได้ว่า การมีน้ำในหูไม่ได้ส่งผลติดเชื้อโดยตรง แต่80%เกิดหลังจากเป่าลมไล่น้ำ บางครั้งมีน้ำค้างนานหลายอาทิตย์แต่ไม่ติดเชื้อ บางครั้งห่างจากหยุดยาแค่ไม่กี่วัน
    • เหตุการณ์บังเอิญตอนเดือน พย ที่มีลมหนาวมา ทำให้น้ำมูกไหลทุกวัน จึงเอาหมวกไหมพรมมาใส่ บังเอิญสังเกตุได้ว่า หากใส่ต่อเนื่องหลายวัน นอกจากน้ำมูกจะลด น้ำในหูลดลงด้วย สังเกตได้จาก เมือกเหลืองจะออกมาตอนกลั้วคอเรื่อยๆทุกวัน
    • การใส่หมวกไม่ได้ทำให้ ไม่มีน้ำในหู แต่ทำให้การเติมน้ำในหูลด ใช้ประกอบกับการล้างคอให้น้ำลายเหนียวน้อย และระบายน้ำในหูไปเรื่ ยๆ ปริมาณสะสมจะค่อยๆลด

     ปัญหาหูเริ่มคลี่คลาย ปัญหาฟันเริ่มมาใหม่ ค่อยๆแก้กันไป


    20 มีนา

    เมื่อวานน้ำมูกไหลเยอะ เช้านี้ฝุ่นเยอะอีก ตื่นมาหูมีเสียงกุบกับ แต่ยังไม่อื้อ

    21 มีนา

    หูกุบกับ จมูกน้ำมูกไหล นวดคอ กลั้วคอ มีน้ำไหลลงคอแต่ตรวจจับสีเหลืองไม่ได้ น่าจะเป็นน้ำมูก มากกว่าน้ำหู ส่องกล้องหูแห้งดี

    22 มีนา

    วันนี้ pm 50+ ตื่นมาน้ำมูไหลจมูกตัน ต้องล้างจมูก แต่หูไม่มีเสียงกุบกับแล้ว

    23 มีนา

    วันนี้ pm 70+ น้ำมูกไหลแต่จมูกไม่ตัน หูไม่อื้อ ไม่มีเสียงกุบกับ แต่คันตา

    24 มีนา

    เมื่อคืนนอนตะแคงซ้าย หลับนานไปหน่อยตื่นเช้ามากกหูรั้งตึง เสียงกุบกับดัง และคอซ้ายตึง น่าจะพวกพังผืดรั้ง

    25 มีนา

    คนที่บ้านเป็นหวัด มาดูกันว่ารอบนี้จะรอดจากการติดเชื้อไหม จะแยกห้องนอนสักพัก

     26 มีนา

    เมื่อคืนอาบน้ำ ทำน้ำเข้าหู เช้ามาปวดหูหน่วงๆ ทบทวนดูก้อไม่ได้นอนทับหู ไม่แน่ใจว่าปวดกล้ามเนื้อรอบหูจากวันก่อน หรือต้องเฝ้าระวังว่าจะเป็นแบบติดเชื้อหรือไม่ เฝ้าดูกันต่อไป

    ทำน้ำเข้าหู ถ่ายรูปไว้

    +




    เช้ามาแห้งแล้ว

    +


    27 มีนา

    ดูท่าทางปลอดภัย ยังไม่มีอาการติดเชื้อ ย้ายกลับมานอนห้องปกติแล้ว

    28 มีนา

    เช็คพอร์ย เดือนนี้ลำไส้ทำงานปกติแล้ว กินไบโบติคมาหลายเดือน ตอนนี้กินเมดฟ้าได้หลายวันโดยไม่ต้องพึ่งเม็ดเขียวตลอดเหมือนช่วงแรก

    30 มีนา

    ไม่รอด+-+ นับได้ 3วันจากวันที่ 27

    วันนี้เจ็บคอ คายน้ำลายมีก้อนสีเหลืองนิดๆ แต่ยังไม่เขียว ตอนเย็นไปหาหมอหมอบอกว่าอาการยังไม่ชัด น่าจะติดไวรัสก่อน จะกินยาฆ่าเชื้อเลยไหม ตัดสินใจไม่กิน อยากพักยาให้ได้ 6เดือน แต่ขอเป็น เบตาดีน กาเกิ้ล มากลั้วคอ สมมติฐานคือถ้าเป็นไวรัสเล่นงาน เรากลั้วคอกันไม่ให้แบคทีเรียโจมตีเพิ่ม สองสามวัน น่าจะหาย ถ้าไม่หายค่อยกินยา

    31 มีนา

    เช้ามาเสมหะจับตัวเป็นก้อน แต่เป็นสีเหลืองๆ เยอะในตอนเช้า แต่สายๆ บ่ายไม่มี อาการเหมือนเป็นหวัด คอยังเจ็บอยู่ พยายามกลั้วคอให้บ่อยขึ้น จับตาดูอีกสักพักว่าจะเป็นอย่างไร

    1 เมษา

    เช้ายังมีเสมหะขุ่นเหลือง ไม่เป็นสีเขียว คอยังเจ็บจี๊ดอยู่ พยายามกลั้วคอด้วยไอโอดีนตลอด ความเจ็บลดลงบางส่วนแล้ว มีอาการเจ็บในรูหูบางครั้ง มีเสียงแป๊ะๆ มาตอนเช้า แต่ยังหูไม่อื้อ บ่ายๆ มีน้ำลายเหลืองคล้ายน้ำระบายจากหูมากกว่าเป็นเสมหะ

    2 เมษา

    คอเจ็บเหลือไม่เยอะแล้ว เสมหะไม่มีแล้ว หูเจ็บลดลงแล้ว สีเสมหะไม่เขียว เดินหน้าล้างคอต่อไป





    .